Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์กำหนดให้จำเลยกระทำการชำระหนี้หลายอย่างทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ เมื่อไม่สามารถกระทำอย่างแรกแล้วให้กระทำอย่างหลัง เมื่อการชำระหนี้อย่างแรกยังไม่ตกเป็นพ้นวิสัยการกำหนดให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันชำระหนี้เป็นเงินซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างหลังไปเสียทีเดียว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 202

คำฟ้องและคำให้การ

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์กำหนดให้จำเลยกระทำการชำระหนี้หลายอย่างทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ เมื่อไม่สามารถกระทำอย่างแรกแล้วให้กระทำอย่างหลัง เมื่อการชำระหนี้อย่างแรกยังไม่ตกเป็นพ้นวิสัยการกำหนดให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันชำระหนี้เป็นเงินซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างหลังไปเสียทีเดียว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 202โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันขุดหน้าดินที่ดินโฉนดเลขที่ 2128 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบ่อขนาดใหญ่มีความลึกประมาณ 15 ถึง 20 เมตร กว้างเต็มเนื้อที่ดินโดยมิได้เว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 3821 และ 3824 ของโจทก์ทำให้พื้นผิวที่ดินโจทก์เลื่อนไหลพังทลายลงไปในบ่อดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริเวณกว้าง

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กตามแนวที่ดินด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 3821 และ 3824 ความยาวรวม 2 แปลง56 เมตร และลึกนับแต่พื้นผิวดินเดิมลงไปจนถึงพื้นผิวของก้นบ่อดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีรากฐานอันมั่นคงแข็งแรงตามหลักวิชาการสามารถป้องกันการเลื่อนไหลของผิวดินได้กับนำดินมาถมในที่ดินดังกล่าวของโจทก์เพื่อให้พื้นผิวดินอยู่ในสภาพคงเดิมเริ่มตั้งแต่แนวสันเขื่อนตลอดไปจนเต็มเนื้อที่ดินที่พังทลายและให้มีระดับกับความหนาแน่นเท่ากับพื้นผิวดินเดิมของโจทก์หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าก่อสร้างเขื่อนและค่าถมดินแก่โจทก์ 10,000,000 บาทเพื่อโจทก์ดำเนินการเองจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า

มิได้เป็นผู้ขุดดินตามฟ้องที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอน ที่ดินโจทก์มิได้พังทลายเสียหายและค่าเสียหายไม่ถึง 10,000,000 บาท ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนางสาวอัญชนี ประชากุล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 7,190,800 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้เงินค่าดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและถมดินแก่โจทก์เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่เพียงใด ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมขุดดินในที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยทั้งสามจึงร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ปัญหาต่อไปที่ว่า ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้เงินค่าดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและถมดินแก่โจทก์เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันการเลื่อนไหลของผิวดินและถมดินให้คงสภาพเดิม

ยังมีคำขอว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ใช้เงินค่าก่อสร้างเขื่อนและค่าถมดินแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท เพื่อโจทก์ดำเนินการเองดังนี้ คำขอของโจทก์เป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งสามกระทำการชำระหนี้หลายอย่างทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับกล่าวคือ ไม่สามารถจะกระทำอย่างแรกแล้วจึงให้กระทำอย่างหลังและการชำระหนี้อย่างแรกด้วยการสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กยังไม่ตกเป็นอันพ้นวิสัย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมให้ร่วมกันชำระหนี้เป็นเงินไปเสียทีเดียว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 202 สำหรับจำนวนค่าดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและถมดินควรเป็นเท่าใดนั้นปรากฏว่าที่ดินโจทก์ทั้ง 2 แปลงพังทลายเสียหายตลอดแนวติดต่อกับที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยพังลงไปลึกมากมีความยาวถึง 56 เมตร

คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ นายสมเกียรติพยานโจทก์ได้สำรวจและคำนวณการสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันกับถมดินให้คงสภาพเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินถึง 10,899,252 บาท ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่การที่ศาลล่างทั้งสองคำนวณค่าก่อสร้างเขื่อนตามที่จำเลยนำสืบมาแล้วเพิ่มราคาอีกร้อยละ 20 เป็นเงิน 3,190,800 บาท นั้นเป็นการคำนวณให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ค่าวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมจึงเหมาะสมแล้วส่วนค่าถมดินนั้น เห็นว่า ตามรายการที่จำเลยทั้งสามอ้างในใบประมาณราคาเอกสารหมาย ล.7 เป็นเงิน 840,000 บาทนั้นเป็นการเหมาจ่ายไม่มีรายละเอียดว่าถมในที่ดินกว้างยาวและลึกเท่าใดในราคาหน่วยละเท่าไร จึงถือเอาเป็นค่าถมดินที่แท้จริงไม่ได้สำหรับโจทก์นำสืบตามเอกสารการประกวดราคาหมาย

จ.11 ว่าต้องเสียค่าถมดิน 90,000 บาท ต่อความยาว 1 เมตรนั้น ก็ปรากฎว่าต้องถมลึกถึง 15 เมตร แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายศักดิ์ชัย เสนทับพระพยานจำเลยทั้งสามตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า บ่อดินความลึก 20 เมตรอยู่ในที่ดินจำเลย แต่ที่แนวเขตที่ดินโจทก์จำเลยมีความลึกเพียง 5 เมตร ค่าถมดินจึงเหลือ 30,000 บาท ต่อความยาว 1 เมตรเท่านั้น เมื่อต้องถมยาว 56 เมตร ค่าถมดินจึงเป็นเงิน 1,680,000 บาทที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าถมดินให้แก่โจทก์จำนวน 4,000,000 บาทจึงสูงเกินไปกว่าที่โจทก์นำสืบ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดค่าถมดินให้เป็นเงิน 1,680,000 บาท รวมกับค่าก่อสร้างเขื่อน 3,190,800 บาทเป็นเงินค่าดำเนินการทั้งสิ้น 4,870,800 บาท

ฎีกาจำเลยทั้งสามจึงฟังขึ้นบางส่วน คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้แม้จำเลยร่วมจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยร่วมด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบด้วยมาตรา 247"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ตามแบบเอกสารหมาย ล.6)ตามแนวที่ดินโจทก์ด้านทิศใต้โฉนดเลขที่ 3821 และ 3824ตำบลคลองเจ็ด (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอลำลูกกา (มีนบุรี)จังหวัดปทุมธานี (มีนบุรี) ความยาว 2 แปลง รวม 56 เมตรและให้ร่วมกันถมดินในที่ดินโจทก์ทั้ง 2 แปลงดังกล่าวตลอดแนวที่พังทลายให้มีระดับและความหนาแน่นเท่ากับพื้นผิวดินเดิมของโจทก์หากจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,870,800 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญธรรม อยู่พุก · ณรงค์ ตันติเตมิท · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้