Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58800)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1เป็นฎีกาข้อกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อ 2.2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งอีกทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น และการกักกันก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่รับฎีกา ของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคแรก ซึ่งมิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไปเมื่อให้การรับสารภาพ คดีนี้โจทก์ไม่ได้สืบ พยานหลักฐานประกอบจึงเป็นกรณีมีเหตุที่จะยกฟ้องเนื่องจากจำเลย มิได้กระทำผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 185 และมาตรา 227 วรรคสอง นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ กักกันจำเลยไม่ได้ เพราะจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกรวม 2 คดี จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 37)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(8) วรรคสาม จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นับโทษจำคุก คดีนี้ต่อจากโทษจำคุก 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2570/2536 ของศาลอาญาธนบุรี และให้กักกันจำเลยไว้เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน คิดเป็นราคา 1,242,000 บาท แก่ผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 34 แผ่นที่ 3)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 37)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อ 2.1 ว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว แต่โจทก์ไม่สืบพยานหลักฐานประกอบศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อ 2.2 ว่า จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มาเพียงครั้งเดียว มิใช่สองครั้งตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลจึงพิพากษาให้กักกัน จำเลยไม่ได้นั้น เป็นการเถียงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยุติ และต้องห้ามฎีกาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ของจำเลย จึงมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2230/2537พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายประเสริฐ แซ่หว่องจำเลยนายประเสริฐ แซ่หว่อง จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 15ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1เป็นฎีกาข้อกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อ 2.2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งอีกทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น และการกักกันก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่รับฎีกา ของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคแรก ซึ่งมิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไปเมื่อให้การรับสารภาพ

คดีนี้โจทก์ไม่ได้สืบ พยานหลักฐานประกอบจึงเป็นกรณีมีเหตุที่จะยกฟ้องเนื่องจากจำเลย มิได้กระทำผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 185 และมาตรา 227 วรรคสอง นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ กักกันจำเลยไม่ได้ เพราะจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกรวม 2 คดี จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 37)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(8) วรรคสาม จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นับโทษจำคุก คดีนี้ต่อจากโทษจำคุก 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2570/2536 ของศาลอาญาธนบุรี และให้กักกันจำเลยไว้เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน คิดเป็นราคา 1,242,000 บาท แก่ผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 34 แผ่นที่ 3)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 37)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อ 2.1 ว่า

แม้จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว แต่โจทก์ไม่สืบพยานหลักฐานประกอบศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อ 2.2 ว่า จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มาเพียงครั้งเดียว มิใช่สองครั้งตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้กักกัน จำเลยไม่ได้นั้น เป็นการเถียงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยุติ และต้องห้ามฎีกาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ของจำเลย จึงมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จเร อำนวยวัฒนา · อรุณ น้าประเสริฐ · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้