Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58716)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 แต่จำเลยที่ 2มาขอฟังวันที่ 9 มิถุนายน 2537 โดยศาลให้ถือว่า จำเลยที่ 2ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ซึ่งทนายจำเลยที่ 2 ก็ได้ลงชื่อทราบรายงานและคำสั่งศาลแล้วแต่เพิ่งมายื่นฎีกาวันนี้ซึ่งเกินระยะเวลาฎีกาตามกฎหมายจึงไม่รับฎีกานี้ คืนค่าธรรมเนียมศาลจำเลยที่ 2 เห็นว่า กำหนดเวลาในการยื่นฎีกาให้เริ่มนับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษา แต่เนื่องจากในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537ที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาไว้ไม่มีการอ่านคำพิพากษาไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลเบิกสำนวนและซองคำพิพากษามาให้ศาลชั้นต้น อ่าน ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2537 ทนายจำเลยที่ 2ยื่นคำแถลง ขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงทราบว่าไม่มีการอ่านคำพิพากษา และทนายจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำแถลงขอฟังคำพิพากษาในวันนั้นเอง ดังนี้ ต้องถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จริง ๆ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2ยื่นฎีกาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการยื่นฎีกาในระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วยหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,194.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 กันยายน 2534) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 107)จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140(3) บัญญัติว่า "การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยตามเวลาที่กำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายนี้ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ ในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อ ไว้เป็นสำคัญถ้าคู่ความไม่มาศาล ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงานและให้ถือว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว ฯลฯ"คดีนี้ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเวลานัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่มิได้เสนอสำนวนศาล เพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ทั้งศาลมิได้สั่งงดการอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ และจดแจ้งในรายงานให้ถือว่าคำพิพากษาได้อ่าน ตามกฎหมายแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้น เพิ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟังตามคำแถลง ในวันที่ 9 มิถุนายน 2537 และจดแจ้งการอ่านโดยถือว่าคู่ความ ทราบคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ซึ่งไม่ตรงตาม ความเป็นจริง เป็นการไม่ชอบ กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 2ได้ฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 9 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2ยื่นฎีกาวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1720/2537นางอารีย์ ธำรงลักษ์โจทก์นางสมใจ โรจนพาณิชย์วงศ์ กับพวกจำเลยนายกระเษม กัณฑมณี ทนายจำเลยที่ 2ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 140ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 แต่จำเลยที่ 2มาขอฟังวันที่ 9 มิถุนายน 2537 โดยศาลให้ถือว่า จำเลยที่ 2ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ซึ่งทนายจำเลยที่ 2 ก็ได้ลงชื่อทราบรายงานและคำสั่งศาลแล้วแต่เพิ่งมายื่นฎีกาวันนี้ซึ่งเกินระยะเวลาฎีกาตามกฎหมายจึงไม่รับฎีกานี้ คืนค่าธรรมเนียมศาลจำเลยที่ 2 เห็นว่า กำหนดเวลาในการยื่นฎีกาให้เริ่มนับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษา แต่เนื่องจากในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537ที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาไว้ไม่มีการอ่านคำพิพากษาไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลเบิกสำนวนและซองคำพิพากษามาให้ศาลชั้นต้น อ่าน ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2537 ทนายจำเลยที่ 2ยื่นคำแถลง

ขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงทราบว่าไม่มีการอ่านคำพิพากษา และทนายจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำแถลงขอฟังคำพิพากษาในวันนั้นเอง ดังนี้ ต้องถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จริง ๆ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2ยื่นฎีกาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการยื่นฎีกาในระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วยหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,194.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 กันยายน 2534) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 107)จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140(3) บัญญัติว่า "การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยตามเวลาที่กำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายนี้ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ ในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อ ไว้เป็นสำคัญถ้าคู่ความไม่มาศาล ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงานและให้ถือว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว ฯลฯ"คดีนี้ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเวลานัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เจ้าหน้าที่มิได้เสนอสำนวนศาล เพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ทั้งศาลมิได้สั่งงดการอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ และจดแจ้งในรายงานให้ถือว่าคำพิพากษาได้อ่าน ตามกฎหมายแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้น เพิ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟังตามคำแถลง ในวันที่ 9 มิถุนายน 2537 และจดแจ้งการอ่านโดยถือว่าคู่ความ ทราบคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ซึ่งไม่ตรงตาม ความเป็นจริง เป็นการไม่ชอบ กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 2ได้ฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 9 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2ยื่นฎีกาวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้