Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5871/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ต่อเมื่อกรมศุลกากรโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรและตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โจทก์ที่ 2 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและตามกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล(ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) แทนโจทก์ที่ 2 ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2532 จำเลยได้นำรถยนต์นั่งใช้แล้วยี่ห้อ เฟอรรารี รุ่น 308 จี ที บี บี 1976 ขนาด2926 ซี.ซี. พร้อมอุปกรณ์จำนวน 1 คัน ประเทศกำเนิดอิตาลีนำเข้าจากประเทศอังกฤษโดยทางเรือ เมื่อสินค้าดังกล่าวถูกนำเข้ามาถึงด่านท่าเรือกรุงเทพ

จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1โดยจำเลยสำแดงราคาสินค้า 39,134 บาท อากรขาเข้า 117,402บาท ภาษีการค้า 110,451 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 11,045 บาทรวมภาษีอากร 238,898 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ได้ตรวจพบว่า จำเลยมิได้สำแดงเครื่องปรับอากาศ วิทยุพร้อมลำโพงกระจกมองข้างซ้ายขวาและสปอยเลอร์หน้าหลัง และเป็นรถยนต์รุ่น328 จี ที บี บี 1987 ถึง 1988 เป็นการสำแดงราคาต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นเหตุให้จำเลยเสียอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีส่วนท้องถิ่นขาด รวมจำนวน 6,321,664 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินเรียกเก็บภาษีอากรที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มและแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน

จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าเงินเพิ่มภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น รวมภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน 16,443,706.02 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวน 3,074,739 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 12,815,514 บาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า

โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ต่อเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ได้บันทึกการตรวจปล่อยแล้ว จึงถือว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายมาตรา 112 จัตวา ศาลฎีกาได้ตรวจพิจารณาใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าในช่องบันทึกการตรวจปล่อย ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าได้มีการตรวจปล่อยสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยรับไปแล้ว และโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำนายสุวิทย์ ผลสูงเนิน นายตรวจศุลกากรผู้บันทึกใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้ามาเบิกความยืนยันให้ฟังได้เป็นจริงเช่นนั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ประเมินอากรฝ่ายการนำเข้า 6 กองพิธีการของโจทก์ที่ 1 ว่า

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินอากรครั้งแรกตรวจพบว่าสินค้าที่นำเข้าคือรถยนต์มีสภาพใหม่ไม่น่าจะใช่รุ่นที่จำเลยระบุไว้ จึงทำการยึดและจับกุมในวันตรวจปล่อยนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือของกองพิธีการและประเมินอากรกรมศุลกากรที่ กค 0614(ก)/0039ลงวันที่ 3 มกราคม 2533 ที่ระบุว่ารถยนต์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจปล่อยออกไปจากอารักขาของศุลกากร เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับรุ่นและปีผลิตของรถยนต์ว่าจะถูกต้องตรงตามที่จำเลยสำแดงหรือไม่ อย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ดังกล่าวให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วดังนั้น โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมายพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · สันติ ทักราล · มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้