Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58679)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้ง สี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ด้วย จึงเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาที่ตัดสินใจให้โจทก์ ชนะคดีตามทุนทรัพย์ที่มีในศาลชั้นอุทธรณ์ ที่จำเลยทั้งสี่ เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท จึงไม่ถูกต้องให้จำเลย ทั้งสี่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบก่อนภายใน 7 วัน แต่จำเลยทั้งสี่ ไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่ รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่จำเลยทั้งสี่เห็นว่า คำฟ้องในคดีแพ่ง ศาลจะพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อ 2.1 กล่าวในเชิงโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังนั้นแม้ศาลฎีกาจะเห็นด้วยก็พิพากษาให้ไม่ได้ ส่วนประเด็นเรื่องจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเพียงฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิด ต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินลดน้อยลงกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชนะคดีโจทก์ จึงเป็นฎีกาคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่ศาลสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาล ตามจำนวนทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์เสียก่อนจึงจะสั่งรับหรือไม่รับฎีกา นั้น จำเลยทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยทั้งสี่ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป และตามที่ศาลชั้นต้น สั่งให้จำเลยทั้งสี่นำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบภายในกำหนด 7 วัน ศาลคงจะสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 จำเลยทั้งสี่จึงขอถือเอาประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดที่ผู้อุทธรณ์จะใช้สิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ในวันที่ 14 มีนาคม 2537 การที่จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับนี้ภายในกำหนด จึงเสมือนเป็นคำขอที่ร้องขอความกรุณาต่อศาลว่า หากศาลฎีกามีความเห็นเช่นเดียวกับคำสั่งของศาลชั้นต้น ก็โปรดกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาด้วยหมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 147)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 13,180,625.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2533ซึ่งเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดเอาเงิน มาชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ใช้เงินส่วนที่ขาดอยู่ให้โจทก์จนครบถ้วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสี่ฎีกาและยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 138,141)จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 143)คำสั่งจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วย มาตรา 247 ก่อน จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1231/2537ธนาคารกสิกรไทย จำกัดโจทก์บริษัทดับบลิว.เอ็น.ซี อิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวกจำเลยบริษัทดับบลิว.เอ็น.ซี.อิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัดผู้ยื่นคำร้องกับพวก จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 234, ม. 247ความว่า จำเลยทั้ง สี่ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ด้วย จึงเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาที่ตัดสินใจให้โจทก์ ชนะคดีตามทุนทรัพย์ที่มีในศาลชั้นอุทธรณ์ ที่จำเลยทั้งสี่ เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท จึงไม่ถูกต้องให้จำเลย ทั้งสี่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบก่อนภายใน 7 วัน แต่จำเลยทั้งสี่ ไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่ รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่จำเลยทั้งสี่เห็นว่า คำฟ้องในคดีแพ่ง ศาลจะพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อ 2.1 กล่าวในเชิงโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังนั้นแม้ศาลฎีกาจะเห็นด้วยก็พิพากษาให้ไม่ได้

ส่วนประเด็นเรื่องจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเพียงฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิด ต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินลดน้อยลงกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชนะคดีโจทก์ จึงเป็นฎีกาคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่ศาลสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาล ตามจำนวนทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์เสียก่อนจึงจะสั่งรับหรือไม่รับฎีกา นั้น จำเลยทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยทั้งสี่ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป และตามที่ศาลชั้นต้น สั่งให้จำเลยทั้งสี่นำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบภายในกำหนด 7 วัน ศาลคงจะสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 จำเลยทั้งสี่จึงขอถือเอาประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดที่ผู้อุทธรณ์จะใช้สิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ในวันที่ 14 มีนาคม 2537 การที่จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับนี้ภายในกำหนด จึงเสมือนเป็นคำขอที่ร้องขอความกรุณาต่อศาลว่า หากศาลฎีกามีความเห็นเช่นเดียวกับคำสั่งของศาลชั้นต้น ก็โปรดกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาด้วยหมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 147)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 13,180,625.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2533ซึ่งเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดเอาเงิน มาชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ใช้เงินส่วนที่ขาดอยู่ให้โจทก์จนครบถ้วนศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนจำเลยทั้งสี่ฎีกาและยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 138,141)จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 143)คำสั่งจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วย มาตรา 247 ก่อน จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · อัครวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้