Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58652)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ราคาทรัพย์ที่พิพาทมีราคาเพียงหนึ่งแสนบาท และส่วนที่ฟ้อง ขับไล่ก็มีค่าเช่าเดือนละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้ยกเลิกคำสั่งในเรื่องไต่สวนอนาถาไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามเห็นว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ละเมิดออกจากอสังหาริมทรัพย์ มิใช่คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยและเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 2.2.1 และข้อ 3 ก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ทั้งสาม โดยให้ทำการไต่สวนคำร้องอนาถาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 145)คดีทั้งสามสำนวนนี้ โจทก์เป็นบุคคลเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนถัด ๆ ไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนบ้าน เลขที่ 119,119/1,119/2 หมู่ 4 ตำบลบ้านสวนอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ออกจากที่พิพาท กับให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าเสียหายให้โจทก์คนละ 200 บาทต่อเดือน นับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกจากที่พิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 139)จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 143)คำสั่งจำเลยที่ 1 ยกข้ออ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ขึ้นต่อสู้กรรมสิทธิ์โจทก์และฟ้องแย้งขอให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีพิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งมีราคา 100,000 บาทตามที่คู่ความตีราคาไว้จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2และที่ 3 นั้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2และที่ 3 ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจให้เช่าได้ขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที 3 มิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่โจทก์ฟ้อง คงอ้างแต่เพียงว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์โดยการได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงมิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ฎีกาของ จำเลยทั้งสามในข้อ 2.2.1 ที่ว่าการฟ้องร้องตามสัญญาเช่ากฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารคือสัญญาเช่าเป็นหนังสือมา นำสืบ การที่ศาลฟังว่ามีการเช่ากันจริงจากการฟังพยานบุคคลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พอปรับได้ว่า จำเลยทั้งสามยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ขึ้นฎีกาแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์อ้างหลักกรรมสิทธิ์ มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาเช่า และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับตามสัญญาเช่าจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาเช่าได้หรือไม่และจำเลยที่ 1จะฟ้องแย้งบังคับโจทก์ตามสัญญาเช่าได้หรือไม่ การที่จำเลยทั้งสามยกปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 538 ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสาม จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 3 นั้น เป็นฎีกานอกประเด็นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะจำเลยทั้งสามมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของนายเหี่ยงสามีจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์ไม่กระทบกระเทือนถึงประชาชน จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ดังนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับมี คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 939 - 941/2537นางพยอม สวัสดิบุตรโจทก์นางสังวาลย์ เกิดปรางค์จำเลยนางสังวาลย์ เกิดปรางค์ ที่ 1 นายบุญส่ง เกิดปรางค์ผู้ยื่นคำร้องที่ 2 นายวิไล เกิดปรางค์ ที่ 3 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248, ม. 249ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ราคาทรัพย์ที่พิพาทมีราคาเพียงหนึ่งแสนบาท และส่วนที่ฟ้อง ขับไล่ก็มีค่าเช่าเดือนละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้ยกเลิกคำสั่งในเรื่องไต่สวนอนาถาไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามเห็นว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ละเมิดออกจากอสังหาริมทรัพย์ มิใช่คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยและเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 2.2.1 และข้อ 3 ก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ทั้งสาม โดยให้ทำการไต่สวนคำร้องอนาถาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 145)คดีทั้งสามสำนวนนี้ โจทก์เป็นบุคคลเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนถัด ๆ ไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนบ้าน เลขที่ 119,119/1,119/2 หมู่ 4 ตำบลบ้านสวนอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ออกจากที่พิพาท กับให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าเสียหายให้โจทก์คนละ 200 บาทต่อเดือน นับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกจากที่พิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 139)จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 143)คำสั่งจำเลยที่ 1 ยกข้ออ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ขึ้นต่อสู้กรรมสิทธิ์โจทก์และฟ้องแย้งขอให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีพิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งมีราคา 100,000 บาทตามที่คู่ความตีราคาไว้จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก

ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2และที่ 3 นั้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2และที่ 3 ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจให้เช่าได้ขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที 3 มิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่โจทก์ฟ้อง คงอ้างแต่เพียงว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์โดยการได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงมิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ฎีกาของ จำเลยทั้งสามในข้อ 2.2.1 ที่ว่าการฟ้องร้องตามสัญญาเช่ากฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารคือสัญญาเช่าเป็นหนังสือมา

นำสืบ การที่ศาลฟังว่ามีการเช่ากันจริงจากการฟังพยานบุคคลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พอปรับได้ว่า จำเลยทั้งสามยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ขึ้นฎีกาแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์อ้างหลักกรรมสิทธิ์ มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาเช่า และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับตามสัญญาเช่าจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาเช่าได้หรือไม่และจำเลยที่ 1จะฟ้องแย้งบังคับโจทก์ตามสัญญาเช่าได้หรือไม่ การที่จำเลยทั้งสามยกปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 538 ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสาม จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 3 นั้น เป็นฎีกานอกประเด็นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เพราะจำเลยทั้งสามมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของนายเหี่ยงสามีจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์ไม่กระทบกระเทือนถึงประชาชน จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ดังนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับมี คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสาม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · ชลิต ประไพศาล · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2555

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2552

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้