คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 776,100 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนเสร็จสิ้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ถึงกำหนดจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 848,314.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 776,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปลายปี 2538 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2540 โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงิน แล้วโจทก์กับจำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 459,355 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว โจทก์จึงนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 459,355 บาท มาทบเป็นต้นเงินแล้วทำสัญญากู้เงินเป็นเงินจำนวน 597,000 บาท กำหนดชำระวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์อีก โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 597,000 บาท แล้วนำมาทบเป็นต้นเงินทำสัญญากู้เงินลงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 ระบุเงินกู้ 776,100 บาท
กำหนดชำระวันที่ 3 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อต้นปี 2542 โจทก์กับจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันเรื่องหนี้เงินกู้ครั้งนี้ โดยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายช่วยไกล่เกลี่ยได้ข้อตกลงว่าโจทก์คิดต้นเงินกู้และดอกเบี้ยประเภทละ 200,000 บาท รวม 400,000 บาท จากจำเลย จำเลยตกลงและชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 312,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้เอกสารหมาย จ.1, ล.1 ถึง ล.4 เป็นลายมือชื่อของจำเลย สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 ต้นฉบับคือเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท หรือจำนวน 312,000 บาท จำเลยมีตัวจำเลยและนายสงบ สิทธิศักดิ์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดง จำเลยจึงไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชำระเงินกู้แก่โจทก์แล้วหรือไม่
จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท และโจทก์ได้ส่งมอบสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 แก่จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยจะนำสืบการใช้เงินต้นเงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เอกสารหมาย ล.6 เป็นสำเนาไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถจะนำสืบการใช้ต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และแม้ว่าการนำสืบการชำระดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง
ก็ตาม แต่จำเลยไม่มีหลักฐานการชำระเงินเป็นค่าดอกเบี้ยมาแสดง มีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.