Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ที่จำเลยรุกล้ำนั้นคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่เศษแต่โจทก์ขอคิดเพียง 1 ไร่ เพื่อจะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ แต่เมื่อทำแผนที่พิพาทแล้วปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกจำเลยรุกล้ำมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ก็ตาม จำนวนเนื้อที่ดินพิพาทตามฟ้องก็เป็นเพียงแต่การกะประมาณไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดทำแผนที่พิพาท ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำชี้ว่าที่พิพาทอยู่ในเส้นสีม่วงและรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้อง จึงต้องถือว่าที่ดินที่พิพาทกันคือที่ดินที่อยู่ภายในเส้นสีม่วง การที่ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวาจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ได้ไปยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้วจำเลยกับพวกนำรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 65 ด้านที่ติดกับที่ดินโจทก์เป็นแนวตรงซึ่งไม่ถูกต้อง ทำให้รูปแผนที่ในโฉนดของจำเลยด้านทิศตะวันออกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 7 เมตร เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 76813 ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีจังหวัดสมุทรปราการ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินบางส่วน และแก้ไขรูปแผนที่โฉนดทางด้านทิศตะวันออกให้เป็นไปตามแนวคันดินซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า แนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 64 ทางทิศตะวันตกเป็นเส้นตรง เหตุที่รูปแผนที่ในโฉนดเลขที่ 64 เป็นเส้นโค้งเพราะสมัยก่อนใช้มือวาดแผนที่ในโฉนดไม่ได้ใช้อุปกรณ์ทันสมัยเช่นปัจจุบัน เจ้าพนักงานที่ดินได้มีหมายเรียกให้โจทก์ไประวังและรับรองแนวเขตโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ไประวังแนวเขตเอง เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินโดยถูกต้องไม่ได้รุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 76813 ตำบลศีรษะจรเข้น้อยอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เพิกถอนส่วนที่จำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่3 งาน 73 ตารางวา ตามแนวเส้นสีม่วงจากหลักเขตที่ 5158 หลักไม้ที่ 2 ถึงที่ 9 ถึงหลักเขตที่ 1694 ที่ปรากฏในแผนที่พิพาท

เอกสารหมาย จ.1 โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 64 ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการตามเอกสารหมาย จ.5 เดิมจำเลยกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศตะวันตกตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาเมื่อปี 2537 จำเลยกับพวกได้ขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ในการรังวัดแบ่งแยกจำเลยได้นำเจ้าพนักงานไปชี้แนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ไประวังแนวเขต

เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินตามที่จำเลยนำชี้และแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยแปลงที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตามเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374, 1375 และโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามมาตรา 1382 เป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยไม่มีประเด็นข้อพิพาทในปัญหาดังกล่าว ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยฎีกา การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่าจำเลยนำรังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่

เห็นว่า นางพเยาว์เข้าทำนาในที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่นายสุกรีเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จนกระทั่งโอนมาเป็นของโจทก์ นางพเยาว์ย่อมทราบแนวเขตที่ดินของโจทก์ดี ซึ่งนางพเยาว์เบิกความยืนยันว่ามีคันนาเป็นแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย คันนามีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ไม่เป็นเส้นตรง นายพัดน้องชายจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยใช้คันนาเป็นแนวเขต ที่ดินทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย ที่นางพเยาว์เบิกความว่าแนวเขตซึ่งเป็นคันนามีลักษณะเป็นเส้นโค้งจึงสอดคล้องกับที่จำลองแผนที่หลังโฉนดของโจทก์ในด้านทิศตะวันตกมีลักษณะเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย ซึ่งนายพรเทพ

สวัสดิสรรพ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำแผนที่พิพาทเบิกความว่า แผนที่อย่างเก่าลากตามแนวเส้นที่ครอบครอง ฉะนั้นรูปร่างในแผนที่กับที่ดินจริงอาจไม่ตรงกัน เส้นโค้งที่ปรากฏก็เป็นการลากเส้นตามแนวเขตที่เจ้าของที่ดินครอบครองตามความเป็นจริง แสดงว่าแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกันทางด้านทิศตะวันตกระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยเป็นเส้นโค้ง มิได้เป็นเส้นตรงตามที่จำเลยนำชี้การที่จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินเป็นเส้นตรงเมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลย จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลยกับพวก จำเลยได้นำรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์จริง ซึ่งนายพัดก็ยอมรับว่าจากการรังวัดที่ดินของจำเลย

ทำให้จำเลยได้ที่ดินเกินมา 1 ไร่เศษ ซึ่งก็คือที่ดินส่วนของโจทก์นั่นเองคดีมีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนส่วนที่จำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์ที่จำเลยรุกล้ำนั้นคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่เศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 1 ไร่ เพื่อจะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ แต่เมื่อทำแผนที่พิพาทแล้วปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกจำเลยรุกล้ำมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ก็ตาม จำนวนเนื้อที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์ก็เป็นเพียงแต่กะประมาณกันไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดทำแผนที่พิพาท

ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำชี้ว่าที่พิพาทอยู่ในเส้นสีม่วงและรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทกันคือที่ดินที่อยู่ภายในเส้นสีม่วงนั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยนำวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สบโชค สุขารมณ์ · ชูชาติ ศรีแสง · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้