Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 1 และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474(1) เมื่อจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 1476(1) และเมื่อจำเลยที่ 2เบิกความยอมรับว่าก่อนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีสามีคือโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 148

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1และที่ 2 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2535 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 439/2538หมายเลขแดงที่ 332/2538 ลงวันที่ 27 เมษายน 2538 การจดทะเบียนซื้อขายและสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม2538 การจดทะเบียนให้ถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ให้ขับไล่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายปีละ80,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3และบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าวจำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2528 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.2เดิมนายถึง เหมาะตัว มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 27 หมู่ที่ 10 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นที่ดินพิพาท ต่อมานายถึงถึงแก่ความตายและนายเสนอ เหมาะตัว ผู้จัดการมรดกของนายถึงได้โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม 2532 ตามสารบัญจดทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้ายบัญญัติว่า

"ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวเมื่อจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่าระหว่างอยู่กินกับนายสุขสามีเก่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึง เหมาะตัว ในราคา360,000 บาท และข้าวเปลือกอีกจำนวน 2 เกวียน ทำสัญญาซื้อขายกันไว้แต่ยังไม่ได้โอน ทำสัญญาซื้อขายกันได้ 4 ปี นายถึงถึงแก่ความตายหลังจากนายถึงถึงแก่ความตายแล้ว 3 ปี นายเสนอในฐานะผู้จัดการมรดกของนายถึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 นอกจากนี้แล้วจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ให้ศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ

พยานจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนโจทก์นอกจากจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว โจทก์ยังอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายถึงซึ่งนายสวอยบิดาโจทก์ได้ซื้อมาเมื่อปี 2517 ในราคา 70,000 บาท ยังมิได้จดทะเบียนโอนกันตามกฎหมาย นายถึงได้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อน นายสวอยได้ติดต่อนางเหียมภริยานายถึงจนกระทั่งปี2531 จึงได้พบนางเหียม นางเหียมขอให้ชำระเงินเพิ่มอีก 35,000บาท นายสวอยตกลงจึงได้บอกให้โจทก์หาเงิน ซึ่งโจทก์หาเงินได้นายสวอยจึงยกที่ดินพิพาทให้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1โดยจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2532 และโจทก์มีนายสวอยบิดาโจทก์มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า

นายถึงเคยนำที่ดินพิพาทมาจำนำไว้แก่พยาน โดยนายถึงได้ขอยืมเงินพยานไปจำนวน 20,000 บาทและมอบที่ดินพิพาทให้พยานทำกินต่างดอกเบี้ย นายถึงยังมิได้ชำระหนี้ก็มาถึงแก่ความตายเสียก่อน ต่อมานางเหียมภริยานายถึงนำที่ดินพิพาทมาขายให้แก่พยานในราคา 70,000 บาท ก่อนนายถึงถึงแก่ความตายนายถึงนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้ที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาทพยานเคยไปชำระหนี้แทนนายถึงตามใบรับเงินเอกสารหมาย จ.1พยานได้โอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ขณะโอนนางเหียมเรียกให้ชำระเงินเพิ่มอีก 35,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินจำนวนนี้ให้ พยานจึงยกให้เป็นที่ดินทำกินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1ซึ่งขณะนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สมรสกันแล้ว และโจทก์ยังมีนายเสนอเหมาะตัว ซึ่งเป็นบุตรชายของนายถึงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายถึงและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายถึงบิดาพยาน

บิดาพยานเคยนำไปจำนองที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาท หลังจากนั้นบิดาพยานได้นำไปขายให้นายสวอยบิดาโจทก์ นายสวอยเป็นผู้ไปไถ่ถอนที่ดินพิพาทออกมาจากสหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาทและได้ยึดถือต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้ แต่เนื่องจากในขณะนั้นบุตรนายถึงซึ่งหมายถึงพยานและพี่น้องอายุยังไม่ถึง 20 ปี บริบูรณ์ นายสวอยจึงยังไม่สามารถจดทะเบียนโอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ในปี 2532 พยานยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งพยานเป็นผู้จัดการมรดกของนายถึงบิดา ในการยื่นคำร้องครั้งนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปติดตามให้พยานมาดำเนินการโดยแจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะให้พยานโอนที่ดินพิพาทให้บุคคลทั้งสอง มารดาพยานได้เรียกเงินเพิ่มเติมอีก 35,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอม พยานโจทก์ดังกล่าวต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้พยานหลักฐานโจทก์เสียไปพยานหลักฐาน โจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความหลังใบรับเงินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่า นายสวอยได้ชำระหนี้แทนนางเหียมแล้ว เห็นว่า หากนายสวอยไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึงสามีนางเหียม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่นายสวอยจะไปชำระหนี้แทนนางเหียมดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายสวอยได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึงนางเหียม เมื่อนายถึงถึงแก่ความตายแล้ว นายเสนอบุตรได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายถึงและดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยนางเหียมได้เรียกเงินเพิ่มจากโจทก์และจำเลยที่ 1เป็นเงิน 35,000 บาท

ส่วน นายสวอยบิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 1 และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474(1) เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1) และเมื่อได้ความจากจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า ก่อนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีสามีคือโจทก์ ดังนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2รับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด นั้น ได้ความจากพยานโจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทสามารถทำนาได้ข้าวเปลือกปีละ 20 ถึง 25 เกวียน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะคงเหลือเงินจำนวนปีละ 70,000 ถึง 80,000 บาท ปัจจุบันข้าวเปลือกมีราคาเกวียนละ 5,000 บาทเศษ จึงคิดเป็นค่าเสียหายปีละ80,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 3ทำนาในส่วนของจำเลยที่ 3 โดยในปี 2540 จำเลยที่ 3 ทำนาได้ข้าวหอมมะลิจำนวน 7 เกวียน ในปี 2541 ทำนาได้ข้าวหอมมะลิจำนวน5 เกวียน หากขายจะได้ในราคาเกวียนละ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วกำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 5,000 บาท

นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย วิสิทธวงศ์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้