Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 58448)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับโจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นฎีกาที่มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายปนกัน และโจทก์ร่วมขอคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้บทลงโทษจำเลยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โดยไม่ยกเหตุผลประกอบ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 3 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ110)โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111)คำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 3 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 จำคุก 1 เดือนและปรับ 1,000 บาท รอการลงโทษมีกำหนด1 ปี โจทก์ร่วมฎีกาว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่ควรแก่การปรานีการที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงตามบันทึกการจับกุมและพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงบทลงโทษและรอการลงโทษจำเลยได้ แม้ฎีกาของโจทก์ร่วมกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์เปลี่ยนบทลงโทษโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่มีเหตุผลว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่มีปัญหาข้อกฎหมายในฎีกาของโจทก์ร่วมว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือมาตรา 391 ฎีกาของโจทก์ร่วมคงได้ความเพียงว่าไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษจำเลยซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวหามีปัญหาข้อกฎหมายปนอยู่ด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219(ที่แก้ไขใหม่) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2987/2533พนักงานอัยการ กรมอัยการกองคดีศาลแขวงพระนครเหนือโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์พันโทหญิงพงพงา ข่มไพรีโจทก์ร้อยตำรวจเอกสุรเดช ปัญจะรงคะจำเลยพันโทหญิงพงพงา ข่มไพรี โจทก์ร่วมผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 219, ม. 224ความว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับโจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นฎีกาที่มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายปนกัน และโจทก์ร่วมขอคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้บทลงโทษจำเลยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โดยไม่ยกเหตุผลประกอบ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 3 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ110)โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111)คำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 3 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 จำคุก 1 เดือนและปรับ 1,000 บาท รอการลงโทษมีกำหนด1 ปี โจทก์ร่วมฎีกาว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่ควรแก่การปรานีการที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงตามบันทึกการจับกุมและพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงบทลงโทษและรอการลงโทษจำเลยได้ แม้ฎีกาของโจทก์ร่วมกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์เปลี่ยนบทลงโทษโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่มีเหตุผลว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่มีปัญหาข้อกฎหมายในฎีกาของโจทก์ร่วมว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือมาตรา 391 ฎีกาของโจทก์ร่วมคงได้ความเพียงว่าไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษจำเลยซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวหามีปัญหาข้อกฎหมายปนอยู่ด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219(ที่แก้ไขใหม่)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · สวิน อักขรายุธ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้