Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5835/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ 2 ว่า ตอนไปดูตัวคนร้าย เจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลา แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วยเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,83, 288จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายประจิมพร ศรีชู ผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินมาที่จอดรถโดยพยานเดินนำหน้าส่วนผู้เสียหายที่ 1 เดินตามหลัง ขณะนั้นมีเสียงหวีดร้องของผู้หญิงดังมาจากข้างหลัง พยานหันไปดูเห็นผู้เสียหายที่ 1 มีโลหิตไหลที่ด้านหลัง พยานจึงเข้าไปช่วยจับแขนผู้เสียหายที่ 1 ไว้ ทันใดนั้นพยานก็ถูกแทงที่บริเวณสะบักด้านขวา 1 ครั้ง จากนั้นมีกลุ่มวัยรุ่น 4 ถึง 8 คน วิ่งข้ามถนนไป แต่จากคำประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าว พยานยืนยันว่า ตอนเกิดเหตุไม่เห็นคนแทง และไม่แน่ใจว่า จำเลยจะอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นหรือไม่

ทั้งยังเบิกความยืนยันต่อไปอีกว่า พยานเคยไปดูตัวคนร้ายที่สถานีตำรวจ ปรากฏว่าคนร้ายที่เจ้าพนักงานตำรวจจับมาเป็นวัยรุ่นผมยาว แต่พยานไม่แน่ใจว่าคนร้ายคนดังกล่าวจะมีอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่วิ่งข้ามถนนไปหรือไม่ และว่าคนร้ายที่ใช้มีดแทงพยานน่าจะไม่ใช่จำเลยนี้ เนื่องจากคนร้ายไว้ผมยาวและมีหนวดจะเห็นได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้าย แม้โจทก์จะมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานปากนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.2 มาเป็นพยานเอกสารยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม ในข้อนี้ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่าตอนไปดูตัวคนร้ายเจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว

เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลาแต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วย เห็นว่าเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความในชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะโจทก์ก็ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันในเรื่องนี้สำหรับบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย

จ.1 ที่ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้นก็มีข้อพิรุธ กล่าวคือจ่าสิบตำรวจสมจิตร์ แก้วสีทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม จำเลยเบิกความว่าพยานเขียนบันทึกการจับกุมในบริเวณที่จับกุม แต่บันทึกการจับกุมกลับระบุว่าเขียนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตรัง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างกัน ส่วนที่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้น ก็ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยรับสารภาพว่าอย่างไร สรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเมธ ตังคจิวางกูร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้