คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่านางทองคำน้องของโจทก์ถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้โจทก์จึงเป็นทายาทของนางทองคำ จำเลยได้ขัดขวางมิให้โจทก์รวบรวมทรัพย์มรดกของนางทองคำโดยขายทรัพย์มรดกไปหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินราคาทรัพย์มรดกที่จำเลยขายไปแล้วแก่โจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับมรดกของนางทองคำ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมานายลา
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยอายุ ๑๖ ปี เป็นผู้เยาว์ ผู้ร้องขอเป็นผู้แทนเฉพาะคดีให้แก่จำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในฐานะทายาทเจ้ามรดกห้ามจำเลยเกี่ยวข้องทรัพย์มรดกของนางทองคำ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยแล้ว ผู้ร้องมิได้ร้องคัดค้านหรือขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนการรับคำให้การของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยเป็นผู้เยาว์ยังไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินคดีแทนเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยซึ่งมีผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีแล้วก็ยังได้ซักค้านพยานโจทก์พิจารณาจนเสร็จสิ้น จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยได้ให้สัตยาบันต่อคำสั่งขาดนัดยื่นคำให้การของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสองฉะนั้น คำสั่งขาดนัดยื่นคำให้การของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ดังนั้นจำเลยมีสิทธิเพียงสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคสองจำเลยหามีสิทธินำพยานบุคคลและพยานเอกสารตามบัญชีพยานของจำเลยเข้าสืบได้ไม่
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน