Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ ++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดยาวประมาณ 46 เซนติเมตร กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร หนาประมาณ4.5 เซนติเมตร ตีทำร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย ที่บริเวณศีรษะด้วยเจตนาฆ่า นายยศฟ้าผู้ตายได้รับบาดเจ็บจนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยที่ 1 ++ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่ ++ ได้ความจากคำเบิกความของนายกิติพงษ์ รัตนพจน์ พยานโจทก์ตอบถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนที่ผู้ตายจะถูกทำร้ายถึงแก่ความตายนั้น จำเลยทั้งสองมาที่บ้านพยานผู้ตายก็มาและได้ชกต่อยกับจำเลยที่ 1 พยานช่วยห้ามแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับโดยผู้ตายกับเพื่อนกลับไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ 5ถึง 10 นาที จำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป ต่อมาทราบว่ามีการฆ่ากันตาย นายสุทธิชัย เภาโพธิ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์ไปเที่ยวกับผู้ตาย ในตอนกลับได้แวะเยี่ยมเพื่อนที่บ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วตะโกนเข้ามาว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ขับรถกลับไปก่อน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีกพร้อมด้วยไม้หน้าสาม ยาวประมาณ 1 ศอก หนาประมาณ 5 เซนติเมตร คนซ้อนท้ายคือจำเลยที่ 1เป็นคนถือไม้ดังกล่าวเข้ามาตีผู้ตาย และได้ความจากคำเบิกความของนายสุทธิชัยและนายถาวร เกตุสีพรม พยานโจทก์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุตรงกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ตีทำร้ายร่างกายผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 ++ เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ 2 เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ดังปรากฏว่ารายละเอียดในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ทั้งในเรื่องการชกต่อยของจำเลยที่ 1กับผู้ตายก็สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายกิติพงษ์ดังกล่าวข้างต้นแม้กระทั่งการไปมาของจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุก็ตรงกัน ว่าจำเลยที่ 2ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 โดยตลอด จึงรับรู้รับทราบเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1ได้กระทำลงไปโดยใกล้ชิด พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายชกต่อยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อหน้าจำเลยที่ 2 ++ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 โดยปรากฏว่าเมื่อตามไปพบผู้ตายอยู่ที่บ้านเกิดเหตุแล้วตะโกนบอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมาด้วยกันมีไม้เป็นอาวุธสำหรับใช้ทำร้ายผู้ตายติดตัวมาด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้และมีเจตนาร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำร้ายผู้ตาย เท่านั้น ++ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 สมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ถึงกับจะมาฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดคิดหรือเล็งเห็นผลว่า จำเลยที่ 1จะตีผู้ตายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ++ พฤติการณ์เช่นนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย ++ เมื่อผลการทำร้ายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ++ ++ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษามาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ++

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยมีเจตนาฆ่าได้ร่วมกันใช้ท่อนไม้เหลี่ยมขนาดยาวประมาณ ๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร หนาประมาณ ๔.๕ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน เป็นอาวุธตีประทุษร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ที่บริเวณศีรษะหลายครั้ง จนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสองไว้พร้อมยึดไม้ท่อนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดไว้เป็นของกลาง เหตุเกิดที่ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ ริบไม้ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ ลงโทษจำคุก ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี ริบไม้ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา นายสุทธิชัยเภาโพธิ์ ขับรถจักรยานยนต์กลับจากไปเที่ยวงานบุญที่หมู่บ้านจันทร์เพ็ญ โดยมีนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนสายบ้านบึงสา -อำเภอเต่างอย ระหว่างทางพบจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้าแล่นไปทางเดียวกัน เมื่อนายสุทธิชัยขับรถจักรยานยนต์แล่นเคียงคู่กับรถของจำเลยทั้งสองมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ตายกับจำเลยทั้งสองเมื่อถึงอำเภอเต่างอย นายสุทธิชัยกับผู้ตายได้แวะบ้านนายงอนหรือถาวร เกตสีพรมเพื่อนนายสุทธิชัย

จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาและจำเลยที่ ๑ ร้องตะโกนว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ แล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์กลับไปต่อมาจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาที่บ้านนายงอนอีก พร้อมด้วยไม้หน้าสามยาวประมาณ ๑ ศอก หนาประมาณ ๕ เซนติเมตรจำเลยที่ ๑ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายถือไม้ดังกล่าวลงจากรถจักรยานยนต์มาพูดคุยกัยผู้ตาย แล้วใช้ไม้ดังกล่าวตีผู้ตายซึ่งนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ถูกบริเวณศีรษะอย่างแรง จนผู้ตายและรถจักรยานยนต์ล้มลงและผู้ตายสลบไป จำเลยที่ ๑ ใช้ไม้ดังกล่าวตีศีรษะผู้ตายอีก ๒ ถึง ๓ ครั้ง ในขณะที่ผู้ตายยังสลบอยู่ แล้วเดินไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๒ จอดรออยู่ขับหนีไปด้วยกันพร้อมด้วยไม้ดังกล่าว ผู้ตายถึงแก่ความตายขณะมีผู้นำส่งโรงพยาบาลอำเภอเต่างอยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเต่างอยได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์และออกหมายจับจำเลยทั้งสอง

ต่อมาวันที่ ๙กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๒ นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกาจำเลยที่ ๑ ถูกผู้ตายชกต่อยที่หมู่บ้านจันทร์เพ็ญ ต่อมาขณะที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ผู้ตายกับเพื่อนขับรถจักรยานยนต์ตามประกบกล่าวคำดูถูกและท้าทายแล้วขับแซงขึ้นหน้าไปเมื่อถึงบ้านเต่างอยผู้ตายโบกมือให้จำเลยทั้งสองหยุดรถ แล้วกวักมือเรียกจำเลยที่ ๑ เข้าไปในบ้านนายงอนจำเลยที่ ๒ นั่งรออยู่บนรถจักรยานยนต์ห่างประมาณ ๓ เมตร เมื่อจำเลยที่ ๑ เดินเข้าไปถูกผู้ตายด่าและท้าทายพร้อมกับจะลุกมาทำร้าย จำเลยที่ ๑จึงวิ่งหันหลังกลับออกมาหยิบไม้ท่อนที่อยู่หน้าบ้านนายงอนเหวี่ยงใส่ผู้ตาย ๑ครั้ง ถูกบริเวณหัวไหล่ ผู้ตายล้มลงพยายามจะลุกขึ้น จำเลยที่ ๑ จึงตีผู้ตายอีก ๒ ครั้ง แล้ววิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ ๒ จากนั้นจำเลยที่ ๒ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ขณะเกิดเหตุทำร้ายกันจำเลยที่ ๒ นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิดดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดยาวประมาณ ๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร หนาประมาณ๔.๕ เซนติเมตร ตีทำร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย ที่บริเวณศีรษะด้วยเจตนาฆ่า นายยศฟ้าผู้ตายได้รับบาดเจ็บจนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยที่ ๑คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายกิติพงษ์ รัตนพจน์ พยานโจทก์ตอบถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนที่ผู้ตายจะถูกทำร้ายถึงแก่ความตายนั้น

จำเลยทั้งสองมาที่บ้านพยานผู้ตายก็มาและได้ชกต่อยกับจำเลยที่ ๑ พยานช่วยห้ามแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับโดยผู้ตายกับเพื่อนกลับไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ ๕ถึง ๑๐ นาที จำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป ต่อมาทราบว่ามีการฆ่ากันตาย นายสุทธิชัย เภาโพธิ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์ไปเที่ยวกับผู้ตาย ในตอนกลับได้แวะเยี่ยมเพื่อนที่บ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วตะโกนเข้ามาว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ขับรถกลับไปก่อน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีกพร้อมด้วยไม้หน้าสาม ยาวประมาณ ๑ ศอก หนาประมาณ ๕ เซนติเมตร คนซ้อนท้ายคือจำเลยที่ ๑เป็นคนถือไม้ดังกล่าวเข้ามาตีผู้ตาย และได้ความจากคำเบิกความของนายสุทธิชัยและนายถาวร

เกตุสีพรม พยานโจทก์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุตรงกันว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ตีทำร้ายร่างกายผู้ตายแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ ๒ เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ ๒ เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ดังปรากฏว่ารายละเอียดในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ก็เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ทั้งในเรื่องการชกต่อยของจำเลยที่ ๑กับผู้ตายก็สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายกิติพงษ์ดังกล่าวข้างต้นแม้กระทั่งการไปมาของจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุก็ตรงกันว่าจำเลยที่ ๒ร่วมไปกับจำเลยที่ ๑ โดยตลอด จึงรับรู้รับทราบเหตุการณ์ที่จำเลยที่ ๑ได้กระทำลงไปโดยใกล้ชิด

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ถูกผู้ตายชกต่อยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อหน้าจำเลยที่ ๒ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ ๑ โดยปรากฏว่าเมื่อตามไปพบผู้ตายอยู่ที่บ้านเกิดเหตุแล้วตะโกนบอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมาด้วยกันมีไม้เป็นอาวุธสำหรับใช้ทำร้ายผู้ตายติดตัวมาด้วย แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ได้รู้และมีเจตนาร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ที่จะทำร้ายผู้ตาย เท่านั้นข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ สมคบคิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงกับจะมาฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ ๒ ไม่อาจคาดคิดหรือเล็งเห็นผลว่า จำเลยที่ ๑จะตีผู้ตายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายพฤติการณ์เช่นนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย เมื่อผลการทำร้ายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๐ วรรคแรกประกอบมาตรา ๘๓ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุก ๙ ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษามาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชิต คำแฝง · ผล อนุวัตรนิติการ · สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสกลนคร - นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ - นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้