Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องว่าเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน 60,000 บาท แต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำไปรวมกับค่าขาดราคากลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ 45,000 บาท เห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และเพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 581,046.73 บาท กำหนดชำระเป็นรายงวดทุกเดือนติดต่อกันรวม 48 งวด โดยงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 47ชำระงวดละ 12,105.61 บาท และงวดสุดท้ายชำระ 12,083.06บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 โจทก์บอกเลิกสัญญาและได้รับรถยนต์คืนโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะรถยนต์อยู่ในสภาพทรุดโทรมมากประมูลขายได้ในราคา 242,990.65 บาทไม่พอกับค่าเช่าซื้อโดยยังขาดอยู่ 204,894.37 บาท และขาดค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่ารถยนต์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนเป็นเงิน 81,713 บาท

รวมทั้งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนเงิน 7,626.51 บาท แทนจำเลยที่ 1 ไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 294,233.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน175,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์เฉพาะค่าขาดราคานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเพราะเป็นค่าเสียหายที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 13.2เอกสารหมาย จ.6 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อสัญญานี้ก็คือการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 นั่นเองฉะนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายอันถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1ผิดสัญญาตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งกรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 391 วรรคท้าย ดังกล่าวซึ่งจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า

โจทก์มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นจำนวนเงิน45,000 บาท หรือ 60,000 บาท เห็นว่า ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 81,713 บาท ว่า ค่าขาดประโยชน์เป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13.1แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน 60,000 บาท แต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำค่าขาดประโยชน์ที่วินิจฉัยไว้แล้วดังกล่าวไปรวมกับค่าขาดราคาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับกลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ45,000 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในเหตุผิดพลาดเล็กน้อยนี้โดยเพิ่งหยิบยกขึ้นมาในชั้นฎีกาก็ตามเมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยโดยถูกต้องได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · ระพินทร บรรจงศิลป · ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้