Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 582394)

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อ ข. ถึงแก่ความตายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ที่จะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงที่มีชื่อ ข. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา จึงไม่สามารถบังคับโจทก์ที่ 3 ได้ คงได้แต่อาศัยคำพิพากษาศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 2 ที่ 3 สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 41,345.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 30,000 บาท

นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สอง จำเลยทั้งสามฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ก่อสร้างตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี

ค่าอากรแสตมป์ในการไถ่จำนอง รังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินที่เหลือจากการชำระหนี้จำนองมาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จนกว่าจะครบ ให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอน หากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องและให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองโดยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความกลับมายังกองมรดกเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน กับให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ซึ่งเป็นตึกแถว) ของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 และข้อ 1.4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับสำนวนแรกกับยกฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร และให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ 10,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาววรนุช บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาต ส่วนโจทก์ที่ 3 ฐานะผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ทนายจำเลยทั้งสามไม่ค้านการถึงแก่ความตายของโจทก์ที่ 3 ปัจจุบันพ้นเกินกำหนด 1 ปี แล้วไม่มีทายาทของนายขจรเดชเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาจึงให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบมาตรา 132 (3)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 3 เป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 กับนายขจรเดช โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ที่ 2 โดยการจดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายชนัฐ และนางสาววรนุช จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายขจรเดช โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน วันที่ 9 ตุลาคม 2533 โจทก์ที่ 2 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่และบริษัทอู่ ส ทวีชัย

จำกัด ซึ่งนายขจรเดชเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ด้วย โดยมีหน้าที่ตีราคาค่าซ่อมรถที่บริษัทประกันภัยส่งมา วันที่ 9 เมษายน 2534 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด และธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) ปี 2536 โจทก์ที่ 2 ก่อสร้างตึกแถว 4 ชั้น 3 คูหา บนที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 เป็นบ้านเลขที่ 24/83 และ 24/84 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน (หนองรี) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยบ้านเลขที่ 24/83 ซึ่งเป็นตึกแถวพิพาทมีนายขจรเดชและจำเลยทั้งสามเป็นผู้พักอาศัยและใช้ประกอบกิจการร้านขจรกลการ (2001) ส่วนตึกแถวซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 24/84 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ วันที่ 4 กันยายน 2544 นายขจรเดชถึงแก่ความตาย

โจทก์ที่ 3 ในฐานะมารดามอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 โจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์มรดก วันที่ 16 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ที่ 3 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการขอถอนผู้จัดการมรดกกับมีอำนาจประนีประนอมยอมความ ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งสามเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลยในข้อหาผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลยักยอกทรัพย์ วันที่ 28 กันยายน 2549 โจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและในฐานะส่วนตัวตกลงโอนทรัพย์มรดกของนายขจรเดชและทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกันกับนายขจรเดชให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.2, 1.3, 1.5 และ 1.6 เสร็จสิ้นแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.1 คือแบ่งแยกที่ดินและตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 55605 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และข้อ 1.4 คือโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่จำเลยที่ 1 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 มีผลบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 กับนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 หรือไม่

คดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์ที่ 1 ให้นายขจรเดชครอบครองตึกพิพาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่เคยตกลงขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้นายขจรเดช ทั้งไม่เคยยินยอมให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวโดยลำพัง โจทก์ที่ 1 ไม่ได้อยู่ด้วยขณะทำสัญญา ทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 ไม่ใช่ของนายขจรเดช แต่เป็นของโจทก์ที่ 1 เหตุที่ตกลงไปเช่นนั้นเพราะสับสนเนื่องจากโจทก์ที่ 2 มีที่ดินอีกสามแปลงอยู่ติดกับที่ดินพิพาท

เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินอีกสามแปลง โจทก์ที่ 2 เช่าที่ดินทั้งหมดมีกำหนด 25 ปี ต่อมาเจ้าของที่ดินเดิมแบ่งที่ดินออกเป็น 4 แปลง แล้วแบ่งขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 อีกสามแปลงขายให้โจทก์ที่ 2 หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 2 ไปติดต่อกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อจะดำเนินการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.1 จึงทราบว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังมีนางสาววรนุช นายชนัฐ นายแม้ และนายสมพล มาเป็นพยานสนับสนุนว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 และให้นายขจรเดชอยู่อาศัย ส่วนจำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า

จำเลยที่ 1 กับนายขจรเดชอยู่กินฉันสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 นายขจรเดชกับจำเลยที่ 1 ตกลงร่วมกันทำธุรกิจเปิดร้านขจรกลการ (2001) จำหน่ายติดตั้งกระจกรถยนต์ แอร์รถยนต์และพิล์มกรองแสงรถยนต์ ตั้งอยู่บนที่ดินและตึกแถวพิพาท เมื่อประมาณปี 2536 นายขจรเดชกับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ที่ 2 สร้างจำนวน 1 คูหา ในราคา 5,000,000 บาท โดยวางมัดจำแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อนำเงินไปก่อสร้างตึกแถว ที่เหลือผ่อนชำระประมาณเดือนละ 100,000 บาท เป็นเวลา 2 ปีเศษ ต่อมาต้นปี 2537 ตึกแถวพิพาทสร้างเสร็จและส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และนายขจรเดช แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอผัดผ่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทเนื่องจากติดจำนองกับธนาคารจนถึงปัจจุบัน

โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขอทะเบียนบ้านตึกแถวพิพาทในฐานะผู้ซื้อ โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระภาษีโรงเรือนเป็นผู้ขอไฟฟ้าและน้ำประปาตึกแถวพิพาท เมื่อนายขจรเดชถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช แต่โจทก์ที่ 3 มีพฤติการณ์ไม่น่าวางใจและผ่านพ้นไปสามปีจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก และยื่นฟ้องเป็นคดีอาญากล่าวหาว่ามีการยักยอกทรัพย์มรดก ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 ยื่นคัดค้านการขอถอนผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.1 ระบุว่า

โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 โอนที่ดินและตึกพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากเป็นทรัพย์มรดกโดยจำเลยที่ 1 กับนายขจรเดชร่วมกันทำมาหาได้ซื้อมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และนายสมชาย มาเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้เรียงสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 และในฐานะส่วนตัวตกลงทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายขจรเดช และยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าได้ตกลงขายทรัพย์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 และนายขจรเดช จึงเขียนสัญญาตามที่ปรากฏในข้อ 1.1 เห็นว่า

การตกลงซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาแม้ไม่ปรากฏว่ามีทำหลักฐานสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกพิพาทเป็นหนังสือ หรือทำหลักฐานการวางมัดจำเป็นเงิน 2,000,000 บาท หรือหลักฐานผ่อนชำระค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทไว้ แต่จำเลยที่ 1 ก็เบิกความให้เหตุผลส่วนนี้ในการตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า เนื่องจากเป็นญาติ และไว้ใจกัน จึงไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นพี่สาวจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นพี่ชายนายขจรเดชและนายขจรเดชยังเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แสดงว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์เป็นญาติพี่น้องที่สนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก่อน

ย่อมเป็นไปได้ที่จะไม่ทำหลักฐานดังกล่าวกันไว้เนื่องจากไว้ใจกันตามที่จำเลยที่ 1 ให้เหตุผลมา ประกอบกับการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างตึกแถวสามคูหาบนที่ดินพิพาทแล้วให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ครอบครองตึกดังกล่าว 1 คูหาแยกต่างหากจากตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครอง มาดำเนินเปิดร้านขจรกลการ (2001) อันเป็นกิจการของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ทั้งนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ขอทะเบียนบ้านตึกแถวตามสำเนาทะเบียน และเป็นผู้เสียภาษีโรงเรือน เป็นผู้ยื่นขอไฟฟ้าและประปาในตึกแถวพิพาท อันมีลักษณะบ่งชี้ว่านายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของเป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครอง นอกจากนี้ยังได้ความจากคดีจัดการมรดกของนายขจรเดชที่โจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกว่า

เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 มายื่นคำร้องคัดค้าน ศาลไกล่เกลี่ยแล้ว โจทก์ที่ 2 ฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 และฐานะส่วนตัวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 1.1 โดยยอมรับว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน โดยกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ส่วนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวย่อมทราบดีว่าเป็นของผู้ใด ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ระบุรายละเอียดของที่ดินและตึกแถวพิพาทอย่างชัดเจนว่าตึกแถวเลขที่เท่าใดและที่ดินโฉนดเลขที่เท่าใด

ตั้งอยู่ที่ไหน ย่อมไม่น่าเป็นไปได้ที่โจทก์ที่ 2 จะสับสนเกี่ยวกับที่ดินเนื่องจากมีที่ดินอีกสามแปลงตามที่โจทก์ที่ 2 กล่าวอ้างมา เมื่อโจทก์ที่ 2 ยอมรับเช่นนั้นย่อมบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีการตกลงขายที่ดินและตึกพิพาทให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 โดยมีการชำระมัดจำและผ่อนชำระค่าที่ดินกันแล้วตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมา มิฉะนั้นโจทก์ที่ 2 คงไม่กล้าที่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระบุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่ามีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่จะฟ้องร้องบังคับกันได้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง

พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักแก่การให้รับฟังได้ ส่วนพยานหลักฐานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็มีเพียงพยานบุคคลซึ่งส่วนมากจะเป็นบุตรและญาติของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย่อมเบิกความช่วยเหลือกันไปทำนองเดียวกันได้ จึงมีน้ำหนักน้อยแก่การรับฟัง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 และบริวารอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทหาใช่เป็นการอาศัยโจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างไม่ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทได้

เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทกับโจทก์ที่ 2 สามีทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 สามารถฟ้องร้องบังคับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทได้ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 กำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในสำนวนที่สองขอให้ยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความและให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์มรดกของนายขจรเดชที่ครอบครองไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดเลขที่ 55605 ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 เป็นการเกินคำขอท้ายฟ้องสำนวนที่สองนั้น ปรากฏว่าคำขอท้ายฟ้องสำนวนที่สองของจำเลยทั้งสามขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ที่ 3 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดเลขที่ 55605 ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 ด้วย จึงเป็นการเกินคำขอในสำนวนที่สองของจำเลยทั้งสามเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 3 เป็นบุพการีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องโจทก์ที่ 3 จึงเป็นคดีอุทลุมนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาจำหน่ายคดีโจทก์ที่ 3 ออกจากสารบบความแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นนี้อีกต่อไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อที่ 1.4 จึงไม่อาจบังคับให้โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น

แม้จะได้ความจากสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสามในการคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดีในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วก็ตาม แต่หาเป็นการปฏิบัติให้ตรงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำขอท้ายฟ้องของจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สองที่โอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 ไม่ จึงไม่อาจถือว่ามีการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 44648 และ 44649 มีชื่อนายขจรเดชเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อนายขจรเดชถึงแก่ความตายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายขจรเดชจะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา จึงไม่สามารถบังคับโจทก์ที่ 3 ได้ คงได้แต่อาศัยคำพิพากษาศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องในสำนวนที่สองเท่านั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ในการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จินดา ปัณฑะโชติ · ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ · ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชลบุรี - นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ2146-2147/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ53/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1794/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้