Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. อายุ 13 ปี 8 เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของ อ. ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจาร ต้องตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี ก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 ดังกล่าววรรคใดจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 176 และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรกได้ โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. ว่า จำเลยได้พรากเด็กหญิง ณ. ผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนาย อ. ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. โดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิง ณ. ไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารทั้งจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. ไปเพื่อการอนาจารถึง 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๓๑๐ , ๓๑๗ , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง , ๓๑๐ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคแรก ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร จำคุกกระทงละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกกระทงละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงเหลือกระทงแรก จำคุก ๒ ปี กระทงที่สองจำคุก ๑ ปี กระทงที่สาม จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ให้ยกฟ้อง คงลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์และฐานอนาจาร รวมจำคุก ๕ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ทำการสืบพยานโจทก์ก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ ๑๓ ปี ๘ เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสามก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๑๗ วรรคแรกได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ก. แล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ ฉ. อีกไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ๑ ก. และข้อ ๑ ง. ว่าจำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณผู้เยาว์อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนายอุดม สมภา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว

ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปเพื่อการอนาจารถึง ๒ ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก ๒ ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ ๑ ก. ถึง ข้อ ๑ ข. และข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ จ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีดี รุ่งวิสัย · อัธยา ดิษยบุตร · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ - นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้