Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 58166)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ฯ ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลพร้อมกับการยื่นฎีกาแต่ผู้ซื้อทรัพย์มิได้ชำระค่าขึ้นศาล จึงไม่รับฎีกาเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและมีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฉบับผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์และผู้ซื้อทรัพย์ก็ได้ชำระค่าธรรมเนียมในการส่งหมายไว้แล้ว แต่เจ้าพนักงานศาลไม่ได้เรียกค่าขึ้นศาล ต่อมาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งใหม่ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลจึงไม่รับฎีกาคำสั่งใหม่นี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระค่าขึ้นศาลเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับฎีกา ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ก็พร้อมอยู่แล้วที่จะปฏิบัติตามคำสั่งนอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานศาลลืมเรียกค่าขึ้นศาลก็เป็นเรื่องบกพร่องผิดพลาดของเจ้าพนักงานศาลเอง จะปรับเป็นโทษแก่ผู้ซื้อทรัพย์ว่าผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลพร้อมกับยื่นฎีกาแต่มิได้ชำระไม่ได้ คดีนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของศาลเกี่ยวกับการชำระค่าฤชาธรรมเนียมทุกประการแล้วขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระค่าขึ้นศาลและสั่งรับฎีกาพร้อมด้วยคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อทรัพย์ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 47) ส่วนโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่คดีสืบเนื่องจากผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อที่ดิน 2 แปลง จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 ในราคา 19,950,000 บาท และได้วางมัดจำเป็นเงิน 4,987,500 บาท ส่วนที่เหลือจะต้องชำระภายใน 15 วันผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องให้ขยายเวลาการชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน14,962,500 บาท โดยอ้างว่าจำเลยและผู้สู้ราคารายอื่นได้คัดค้านการขายทอดตลาดรายนี้ โดยขอให้เพิกถอนการขาย คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระเงินโดยที่การซื้อขายอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหน้าก็จะทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้รับเงินไว้เป็นประกันความเสียหายเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วคืนเงินจำนวน3,990,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์และขยายระยะเวลาการวางเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ผู้ซื้อทรัพย์นำเงิน14,962,500 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ฯ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและให้ยกคำร้องดังกล่าว (อันดับ 29,30,31)ผู้ซื้อทรัพย์จึงยื่นคำร้อง (อันดับ 40)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีเจตนาที่จะไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลอาจจะเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์เสียเฉพาะค่าแต่งทนายชั้นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาตามใบเสร็จรับเงินท้ายฎีกาก็เป็นได้ ทั้งศาลชั้นต้นด่วนสั่งไม่รับฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไปเลยโดยที่มิได้เรียกหรือให้โอกาสผู้ซื้อทรัพย์ได้เสียค่าขึ้นศาล จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา ให้ผู้ซื้อทรัพย์นำค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งนี้แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

เนื้อความคำพิพากษา

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2372/2533ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์โจทก์บริษัทดิออฟบีช จำกัดโจทก์นายเค่งจุก แซ่เจ็ง กับพวกจำเลยบริษัทดิออฟบีช จำกัด ผู้ซื้อทรัพย์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 252, ม. 247ความว่า ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ฯ ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลพร้อมกับการยื่นฎีกาแต่ผู้ซื้อทรัพย์มิได้ชำระค่าขึ้นศาล จึงไม่รับฎีกาเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและมีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฉบับผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์และผู้ซื้อทรัพย์ก็ได้ชำระค่าธรรมเนียมในการส่งหมายไว้แล้ว แต่เจ้าพนักงานศาลไม่ได้เรียกค่าขึ้นศาล

ต่อมาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งใหม่ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลจึงไม่รับฎีกาคำสั่งใหม่นี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระค่าขึ้นศาลเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับฎีกา ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ก็พร้อมอยู่แล้วที่จะปฏิบัติตามคำสั่งนอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานศาลลืมเรียกค่าขึ้นศาลก็เป็นเรื่องบกพร่องผิดพลาดของเจ้าพนักงานศาลเอง จะปรับเป็นโทษแก่ผู้ซื้อทรัพย์ว่าผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลพร้อมกับยื่นฎีกาแต่มิได้ชำระไม่ได้ คดีนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของศาลเกี่ยวกับการชำระค่าฤชาธรรมเนียมทุกประการแล้วขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระค่าขึ้นศาลและสั่งรับฎีกาพร้อมด้วยคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อทรัพย์ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ

เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 47) ส่วนโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่คดีสืบเนื่องจากผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อที่ดิน 2 แปลง จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 ในราคา 19,950,000 บาท และได้วางมัดจำเป็นเงิน 4,987,500 บาท ส่วนที่เหลือจะต้องชำระภายใน 15 วันผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องให้ขยายเวลาการชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน14,962,500 บาท โดยอ้างว่าจำเลยและผู้สู้ราคารายอื่นได้คัดค้านการขายทอดตลาดรายนี้ โดยขอให้เพิกถอนการขาย คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระเงินโดยที่การซื้อขายอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหน้าก็จะทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้รับเงินไว้เป็นประกันความเสียหายเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วคืนเงินจำนวน3,990,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์และขยายระยะเวลาการวางเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ผู้ซื้อทรัพย์นำเงิน14,962,500 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ฯ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและให้ยกคำร้องดังกล่าว (อันดับ 29,30,31)ผู้ซื้อทรัพย์จึงยื่นคำร้อง (อันดับ 40)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีเจตนาที่จะไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลอาจจะเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์เสียเฉพาะค่าแต่งทนายชั้นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาตามใบเสร็จรับเงินท้ายฎีกาก็เป็นได้ ทั้งศาลชั้นต้นด่วนสั่งไม่รับฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไปเลยโดยที่มิได้เรียกหรือให้โอกาสผู้ซื้อทรัพย์ได้เสียค่าขึ้นศาล จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา ให้ผู้ซื้อทรัพย์นำค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งนี้แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้