Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2508

พ.ศ. 2508 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในเรื่องมรดกนั้นเมื่อบุคคลใดตาย ทรัพย์สินของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาท(ทายาทโดยชอบธรรม, ผู้รับพินัยกรรม) ถ้าไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของผู้นั้นจะตกทอดแก่แผ่นดิน พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยให้บุคคลใดอยู่ในภาระติดพันที่จะต้องก่อตั้งมูลนิธิ เมื่อมีการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมเป็นนิติบุคคลแล้ว จึงให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นตกเป็นของมูลนิธินิติบุคคลนั้นตั้งแต่เวลาซึ่งพินัยกรรมมีผล พินัยกรรมที่สั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 81 เช่น เพื่อบำเพ็ญทาน การศาสนา ฯลฯ ผู้รับตามพินัยกรรมนั้นจะต้องเป็นบุคคลสามารถมีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมายเพราะถ้าผู้รับมิใช่บุคคล ไม่สามารถมีสิทธิเหนือทรัพย์สิน ทรัพย์สินนั้นจะเป็นทรัพย์สินอันไม่มีเอกชนเป็นเจ้าของจะตกทอดแก่แผ่นดิน ในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่สถานที่สักการะบรรพบุรุษ(ซื่อตึ๊ง) เมื่อสถานที่สักการะบรรพบุรุษมิใช่บุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิเหนือทรัพย์สินได้ ดังนั้น ข้อกำหนดตามพินัยกรรมจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าในฐานะพินัยกรรมธรรมดาหรือพินัยกรรมก่อตรั้งทรัสต์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายกิมฮง ได้ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ในข้อ ๓ ว่าเนื่องจากนายบั๊กบิดาได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๗๓ ให้เอาเงินหุ้นส่วนและผลกำไรของนายบั๊กในโรงรับจำนำเซียงเฮงไปจัดบำรุงสถานที่สักการะบรรพบุรุษที่ประเทศจีนนั้น นายกิมฮงได้นำเงินจำนวนนี้ไปตั้งโรงพิมพ์แสงนครไว้ เมื่อนายกิมฮงตายแล้วให้ผู้จัดการมรดกนำเงินจำนวนนี้ไปบำรุงสถานที่สักการะบรรพบุรุษที่ประเทศจีนตามคำสั่งของนายบั๊กเมื่อเด็กชายอุทัย เด็กชายอุดร เด็กชายชัยศรี เด็กชายวีระ บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ให้เข้าจัดการมรดกแทนกรรมการจัดการมรดก ผู้จัดการมรดกของนายกิมฮงได้เอาเงินของโรงพิมพ์แสงนครไปซื้อโรงพิมพ์บริษัทการพิมพ์พระนคร แล้วรวมกิจการโรงพิมพ์ทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นบริษัทแสงนครการพิมพ์จำกัด

แบ่งเป็น ๑๐๐ หุ้น ๆ ละ ๔,๐๐๐ บาท และให้บุคคลจำนวน ๑๒ คนเป็นผู้ถือหุ้น โดยรู้กันว่าเป็นเงินที่นายกิมฮงได้มีคำสั่งให้ใช้บำรุงสถานที่สักการะบรรพบุรุษ คณะกรรมการจัดการมรดกได้เรียกผู้ถือหุ้นโอนหุ้นให้แก่คณะกรรมการจัดการมรดกเพื่อจะได้ส่งมอบให้แก่บุคคลตามคำสั่งในพินัยกรรมของนายกิมฮงจัดการต่อไป จำเลยไม่คืนหรือใช้เงินค่าหุ้นให้ จึงขอให้ศาลบังคับ

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายบั๊กเป็นการก่อตั้งทรัสต์จึงเป็นโมฆะ มรดกของนายบั๊กจึงตกทอดแก่จำเลย นายกิมฮงไม่มีอำนาจเอาเงินซึ่งตกแก่จำเลยไปทำพินัยกรรมให้ผู้อื่นจัดการ นายบั๊กไม่ได้ตัดทายาทอื่นไม่ให้รับมรดกรายนี้ หากถือว่านายบั๊กตัดทายาทไม่ให้รับมรดก เงินจำนวนนี้ย่อมตกได้แก่แผ่นดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า ทรัพย์ตามที่นายกิมฮงกล่าวไว้ในพินัยกรรมนั้น ไม่ใช่เป็นทรัพย์ของนายกิมฮง แต่เป็นทรัพย์ของนายบั๊ก ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายบั๊กนั้นย่อมกำหนดขึ้นได้เพราะพินัยกรรมนั้นทำขึ้นโดยสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อบำเพ็ญทาน การศาสนา ฯลฯ ไม่จำต้องทำพินัยกรรมขึ้น โดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่จะต้องก่อตั้งมูลนิธิก็ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันมีว่า พินัยกรรมของนายบั๊กทำเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๗๓ และนายบั๊กถึงแก่กรรมเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๗๓ หรือต้น พ.ศ.๒๔๗๔ นายกิมฮงบุตรนายบั๊กได้ทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕ ซึ่งในข้อ ๓ มีความว่าหุ้นส่วนในโรงรับจำนำเซียงเฮงได้เลิกและนายกิมฮงได้รับเงินทุนกำไรมาแล้ว นายกิมฮงได้ทำพินัยกรรมสั่งให้ผู้จัดการมรดกของนายกิมฮงมีอำนาจจัดการเงินจำนวนนี้ต่อไป เมื่อเด็กชายอุทัย เด็กชายอุดร เด็กชายชัยศรี เด็กชายวีระ บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงให้ทั้ง ๔ คนนี้เป็นผู้จัดการแทนกรรมการจัดการมรดก คดีนี้ โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่า ตามข้อความในพินัยกรรมของนายบั๊กข้อ ๑ กับของนายกิมฮง ข้อ ๓ มีผลใช้ได้ตามกฎหมายหรือไม่

ถ้าใช้ได้ตามกฎหมาย จำเลยยอมโอนหุ้นจำวน ๔๘,๐๐๐ บาท นั้นให้แก่กรรมการจัดการมรดกเป็นเงินตามข้อกำหนดในพินัยกรรมต่อไป ถ้าใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย โจทก์ยอมให้จำเลยมีสิทธิได้ส่วนแบ่งจากเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทนั้น หนึ่งในสาม ส่วนประเด็นอื่นโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานต่อไป ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้ว ตามหลักกฎหมายนั้น เมื่อบุคคลใดตาย ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายนั้นตกทอดแก่ทายาท และการเป็นทายาท(คือ ผู้รับพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม) นั้น ถ้าเป็นนิติบุคคล ก็ย่อมสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมายอยู่ในตัว แต่ถ้าเป็นบุคคธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพเป็นบุคคลหรือสามารถมีสิทธิได้ตามกฎหมาย ถ้าไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมหรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม

มรดกของบุคคลผู้ตายนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน ดังนี้ แสดงว่าวิธีการของกฎหมายนั้น มิได้ปล่อยให้ทรัพย์สินซึ่งเจ้าของสิ้นสภาพบุคคลโดยตายนั้น ตกเป็นทรัพย์สินอันไม่มีเจ้าของ แต่ได้กำหนดให้ตกเป็นของทายาทซึ่งอาจเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่สามารถมีสิทธิได้ตามกฎหมายในทันทีเมื่อเจ้าของตาย เว้นแต่ในกรณีที่มีพินัยกรรมทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่จะต้องก่อตั้งมูลนิธิ ถ้าและมีการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมซึ่งเป็นนิติบุคคลแล้ว จึงให้ถือว่าทรัพย์สินซึ่งผู้ทำพินัยกรรมจัดสรรไว้นั้น ตกเป็นของมูลนิธินิติบุคคลนั้น ตั้งแต่เวลาซึ่งพินัยกรรมมีผล โดยหลักกฎหมายดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า พินัยกรรมสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๘๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เช่นบำเพ็ญทานก็ดี เพื่อการศาสนาก็ดี ผู้รับพินัยกรรมนั้นจะต้องเป็นบุคคล สามารถมีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมายด้วย เพราะถ้าผู้รับมิใช่บุคคล ไม่สามารถมีสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินอันไม่มีเอกชนเป็นเจ้าของ จะต้องตกทอดแก่แผ่นดิน เว้นแต่จะมีทายาทโดยธรรมหรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม ข้อกำหนดตามพินัยกรรมของนายบั๊ก ข้อ ๑ นั้น ระบุชัดว่านายบั๊กไม่ติดใจจะให้เงินจำนวนนี้แก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด แต่นายบั๊กขอยกให้เป็นเงินสำหรับบำรุงหรือซ่อมแซมสถานที่สักการะบรรพบุรุษซึ่งมิใช่บุคคล ไม่มีบุคคลเป็นผู้รับเงินนั้น หรือรับประโยชน์จากเงินนั้น แม้จะกล่าวว่าการใช้เงินจำนวนนี้ นายบั๊กขอมอบอำนาจให้นายกิมฮงบุตรเป็นผู้จัดการได้เต็มอำนาจ

ถ้านายกิมฮงหาชีวิตไม่แล้ว ให้ผู้สืบตระกูลของนายกิมฮงเป็นผู้จัดการต่อไปก็ดี ก็มิใช่นายบั๊กยกเงินจำนวนนี้ให้นายกิมฮงและผู้สืบตระกูลถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการมอบการเก็บรักษาขอให้จัดการเพื่อประโยชน์แก่สถานที่สักการะบรรพบุรุษ สถานที่สักการะบรรพบุรุษเป็นผู้รับการยกให้ ก็เมื่อสถานที่สักการะบรรพบุรุษเป็นผู้รับการยกให้ ก็เมื่อสถานที่สักการะบรรพบุรุษมิใช่บุคคล ไม่สามารถมีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมาย สถานที่สักการะบรรพบุรุษจึงไม่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิเหนือเงินจำนวนนี้หรือประโยชน์จากเงินจำนวนนี้ ไม่อาจเป็นเจ้าของ ไม่อาจเป็นผู้รับการยกให้ ไม่อาจเป็นทายาท ผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย ดังนั้นข้อกำหนดตามพินัยกรรมของนายบั๊ก ข้อ ๑ จึงไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าในฐานะพินัยกรรมธรรมดาหรือพินัยกรรมก่อตั้งทรัสต์ โจทก์ต้องแพ้คดีตามคำท้า

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ ๘๐๐ บาทแทนจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พร สุขารมณ์ · ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี
ศาลล่าง
ศาลชั้นต้น - ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้