Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5809/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ.2534เพิ่งใช้บังคับเมื่อวันที่21กุมภาพันธ์2535แต่การว่าจ้างขนส่งสินค้าพิพาททำสัญญากันก่อนวันที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ.2534มีผลใช้บังคับดังนั้นในการฟ้องเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าพิพาทจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา616ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นอันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา4จะนำเอาพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ.2534มาปรับใช้แก่คดีนี้หาได้ไม่ โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทจากบริษัทผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าพิพาทเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งโจทก์มีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา877และผลแห่งการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นนั้นทำให้โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทได้ในนามของโจทก์เองตามมาตรา880วรรคหนึ่ง การรับช่วงสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอำนาจแห่งกฎหมายตามมาตรา880วรรคหนึ่งหาใช่เกิดจากข้อตกลงในสัญญาไม่ดังนั้นข้อตกลงระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลยหรือผู้ส่งสินค้ากับจำเลยที่ตกลงกันให้นำข้อพิพาทอันเกิดจากใบตราส่งไปฟ้องต่อศาลของเมืองโคเปนเฮเกนและให้ใช้กฎหมายประเทศเดนมาร์กบังคับจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสาขาในประเทศไทย โจทก์รับประกันภัยสินค้าซึ่งเป็นวัว 707 ตัว ไว้จากบริษัท ดี เจ ฟาร์ม จำกัดผู้ซื้อวัวจำนวนดังกล่าวจากบริษัทกิปส์แลนด์ แอนด์ นอร์ทเธิร์นจำกัด ผู้ขาย ที่กำหนดขนส่งจากเมืองพอร์ทแลนด์ ประเทศออสเตรเลียถึงกรุงเทพมหานคร โดยเรือคริสติน่า 1 แล้วขนส่งโดยรถยนต์ต่อจากกรุงเทพมหานครไปยังฟาร์มที่จังหวัดปราจีนบุรีบริษัทกิปส์แลนด์ แอนด์ นอร์ทเธิร์น จำกัด ผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งวัวรายนี้จากประเทศออสเตรเลียมายังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้รับวัวครบถ้วนและในสภาพเรียบร้อยแล้วได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขาย ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2533เรือถึงกรุงเทพมหานครปรากฏว่าวัวโฮลสเต้น/ไฟร์เซี่ยน

ไฮเฟอร์ตาย 3 ตัว แท้ง 4 ตัว วัวเจอร์ซี่ ไฮเฟอร์ ตาย 1 ตัว ในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 1 ความเสียหายตามมูลค่าประกันภัยเป็นเงิน130,943.65 บาท และในวันที่ 1 ธันวาคม 2533 บริษัท ดี เจ ฟาร์มจำกัด ได้ไปขอรับวัวจากจำเลยที่ 1 และว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่งวัวที่มีชีวิตจากกรุงเทพมหานครไปยังฟาร์ม ปรากฏว่าเมื่อถึงฟาร์มที่จังหวัดปราจีนบุรี วัวโฮลสเต้น/ไฟร์เซี่ยน ไฮเฟอร์ ตายอีก3 ตัว แท้ง 6 ตัว กับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมาอีก 1 ตัวอันเนื่องมาจากการขนส่งของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายตามมูลค่าประกันภัยเป็นเงิน 148,521.69 บาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายโดยจ่ายให้แก่บริษัท ดี เจ ฟาร์ม จำกัด เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2534 เป็นเงินรวม 279,465.34 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้อง

จำเลยที่ 1ต้องรับผิดในฐานะผู้ขนส่งจากเมืองพอร์ทแลนด์ประเทศออสเตรเลียมายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งวัวโฮลสเต้น/ไฟร์เซี่ยน ไฮเฟอร์ตาย 3 ตัว แท้ง 4 ตัว วัวเจอร์ซี่ ไฮเฟอร์ ตาย 1 ตัว เป็นเงิน130,943.65 บาท และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนโดยเป็นผู้ติดต่อแทนจำเลยที่ 1 ในส่วนกิจการรับขนในประเทศไทย เป็นลักษณะของการแบ่งงานกันทำเป็นทอด ๆ กับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ด้วย สำหรับจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับขนจากเรือไปยังฟาร์ม แล้ววัวโฮลสเต้น/ไฟร์เซี่ยน ไฮเฟอร์ตาย 4 ตัว แท้ง 6 ตัว เป็นเงิน 148,521.69 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,547.18 บาท และ 7,426.08 บาท ตามลำดับ

ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน 137,490.83 บาท และจำเลยที่ 3 ชดใช้เงิน 155,947.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 130,943.65 บาท และ 148,521.69 บาทตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในการขนส่งวัวรายนี้จำเลยที่ 1กับบริษัทกิปส์แลนด์ แอนด์ นอร์ทเธิร์น จำกัด มีข้อตกลงซึ่งมีหลักฐานเป็นใบตราส่งว่ากรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการขนส่งขึ้นแล้วให้ชี้ขาดโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทางทะเลและทางการค้าแห่งกรุงโคเปนเฮเกน และให้ใช้กฎหมายของประเทศเดนมาร์กซึ่งมีผลให้โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1ต่อศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 ได้ใช้วิธีบรรทุกวัวถูกต้องตามมาตรฐานสากลแต่วัวที่ตายและแท้งเกิดจากสุขภาพกับสภาพของวัวเองวัวเจอร์ซี่

ไฮเฟอร์ ที่ตาย 1 ตัว นั้น เกิดขาหักโดยไม่ทราบสาเหตุเพื่อไม่ให้ทนทุกข์ทรมานนายเรือจึงสั่งฆ่ากับในการขนส่งมีข้อตกลงว่าไม่ต้องรับผิดในกรณีที่วัวตายหรือสุขภาพไม่ดีในระหว่างการขนส่งจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับจ้างจากจำเลยที่ 1 ทำพิธีการเรือเท่านั้น มิได้ร่วมขนส่งด้วย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ทำการขนส่งวัวแล้วเสร็จในวันเดียวกัน ส่งมอบเรียบร้อย ไม่มีตายหรือแท้งอันเนื่องมาจากการขนส่ง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 130,943.65 บาทให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 73,541.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยกจำเลย ที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1ข้อแรกมีว่า จะต้องนำเอาพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534มาปรับใช้แก่คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 เพิ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 แต่การว่าจ้างขนส่งสินค้าพิพาททำสัญญากันตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2533ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับ ดังนั้นในการฟ้องเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าพิพาทจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ที่บัญญัติว่า "ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการสูญหายหรือบุบสลายหรือชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเองหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง" ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นอันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 จะนำเอาพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534มาปรับใช้แก่คดีนี้หาได้ไม่ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิบริษัท ดี เจ ฟาร์ม จำกัด มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในประเทศไทยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 1อ้างว่าผู้ส่งและผู้ขนส่งมีข้อตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะต้องฟ้องคดีต่อศาลในเมืองโคเปนเฮเกน

ประเทศเดนมาร์กตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย ล.1 พร้อมคำแปลข้อ 16 ว่า"ข้อโต้เถียงใด ๆ ที่ได้เกิดขึ้นจากใบตราส่งนี้จะถูกตัดสินโดยศาลทางการค้าทางทะเลของเมืองโคเปนเฮเกน และให้ใช้กฎหมายประเทศเดนมาร์กบังคับ" นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทจากบริษัท ดี เจ ฟาร์ม จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าพิพาทตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.11เมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งโจทก์มีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 และผลแห่งการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นนั้นทำให้โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทได้ในนามของโจทก์เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง และการรับช่วงสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอำนาจแห่งกฎหมายตามมาตรา 880 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้นนั้น

หาใช่เกิดจากข้อตกลงในสัญญาไม่ ดังนั้นข้อตกลงระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ส่งสินค้ากับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันให้นำข้อพิพาทอันเกิดจากใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 หรือ ล.1 ไปฟ้องต่อศาลของเมืองโคเปนเฮเกนและให้ใช้กฎหมายประเทศเดนมาร์กบังคับ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำลอง สุขศิริ · จเร อำนวยวัฒนา · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้