Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5808/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้านในท้องถิ่นที่เอื้อเฟื้อกันกรณีผู้ที่อยู่ในสวนที่ลึกจะต้องอาศัยเดินผ่านสวนของผู้อื่นออกไปสู่ภายนอกได้ การอนุญาตดังกล่าวเป็นการแสดงออกชัดโดยทางปฏิบัติของเจ้าของที่ดินเป็นการทั่วไปที่ไม่หวงห้ามหรือสงวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตน ยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนเป็นภารจำยอมที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจ จึงมิใช่การอนุญาตด้วยความคุ้นเคยหรือวิสาสะเป็นการเฉพาะตัว ดังนั้นการใช้ทางพิพาทของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความ สิทธิภารจำยอมของโจทก์ได้มีขึ้นโดยผลแห่งกฎหมายรับรองและจะสิ้นสุดไปก็โดยเหตุต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนด ส่วนของจำเลยทั้งหมดที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์นี้เป็นสิทธิคนละอันกับสิทธิภารจำยอมของโจทก์ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์โดยทางทะเบียนไม่เป็นเหตุให้สิทธิภารจำยอมของโจทก์สิ้นสุดลงได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

คดีทั้ง 25 สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกลำดับที่จำเลยเรียงตามรายชื่อและลำดับเลขคดีตั้งแต่สำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4311/2530 ถึงคดีหมายเลขดำที่4335/2530 ของศาลชั้นต้น เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 32 ตามลำดับโจทก์ทั้ง 25 สำนวน ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องในบางสำนวนเป็นใจความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9819 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2110และ 2096 ตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา โจทก์ใช้ที่ดินทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 10244, 2096, 2329 กว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนวติดต่อกันจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะโดยสงบเปิดเผย เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วต่อมาที่ดินทั้งสามแปลงนี้และที่ดินโฉนดเลขที่ 2110 ได้โอนนำมารวมกันและแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยเพื่อจัดสรรขายโจทก์จึงได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งแยกแล้วดังกล่าวด้วย

จำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2110, 2096และก่อสร้างรั้วและตึกแถวลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2329 และ 32012ถึง 32033 ซึ่งอยู่แนวเดียวกัน ปิดกั้นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เปิดทางให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยและได้โอนขายที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 31 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยส่วนที่เหลือยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 32 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29010และ 36183 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10244 เดิมโดยจำเลยที่ 32 รับโอนกรรมสิทธิ์มาในปี 2527 ต่อมาประมาณกลางปี 2530จำเลยที่ 3 ก่อสร้างตึกแถวลงบนที่ดินแปลงที่รับโอนมาปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์

โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทุกสำนวนเปิดทางภารจำยอมให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยดังกล่าวเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภารจำยอมทางด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยแต่ละแปลงกว้าง 5 เมตรยาวตลอดแนวจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกของที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินแต่ละโฉนดย่อยทั้ง27 แปลง ให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่ที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกโดยเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 5738 โจทก์ไม่เคยอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์

คงปล่อยให้รกร้างและไม่เคยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10244, 2096, 2329 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทั้งยังมีคลองกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเดินผ่านจนได้สิทธิในภารจำยอม โจทก์จึงไม่ได้สิทธิในทางภารจำยอมดังอ้าง จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2096, 2329, 2110 เมื่อปี 2526 โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ขณะที่ซื้อไม่ปรากฏว่ามีทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นเหนือที่ดินที่ซื้อมา โจทก์ไม่เคยคัดค้านขณะจำเลยดำเนินการปลูกสร้างอาคารมาก่อน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 31 ซื้อที่ดินที่แบ่งแยกแล้วจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วขณะที่ซื้อไม่ปรากฏว่ามีทางจำเป็นหรือทางภารจำยอมผ่านที่ดินที่ซื้อมา

จำเลยที่ 32 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29010 และ 36183 เมื่อปี 2527โดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต และสร้างตึกแถวลงในที่ดินที่ซื้อมาแล้ว ที่ดินที่จำเลยที่ 32 ซื้อมาไม่เคยมีทางผ่านและโจทก์ไม่เคยคัดค้านจึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์โจทก์ไม่อาจยกเรื่องภารจำยอมขึ้นมาอ้างได้ ทางพิพาทหากมีก็เป็นเพียงทางอาศัยเดินในสวนกว้างไม่เกิน 1 เมตร ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 17 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าที่ดินของจำเลยทั้ง 31 คนรวม 27 โฉนด ตามแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทางด้านทิศเหนือทุกโฉนดกว้าง 3 เมตร เริ่มจากโฉนดเลขที่ 29010 เรียงตามลำดับจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก เป็นทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่9819 ของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 32เปิดทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดส่วนของตนให้แก่โจทก์และคนของโจทก์เดินผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะห้ามมิให้ปิดกั้นต่อไป และให้จำเลยแต่ละรายจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินส่วนของตนแก่ที่ดินของโจทก์หากจำเลยไม่จดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทุกสำนวนจดทะเบียนภารจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินให้แก่ที่ดินของโจทก์

หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 ฎีกาว่า การใช้สิทธิในทางพิพาทของโจทก์เป็นเพียงการอาศัยสิทธิของนายปานจิตต์ ไม่ได้สิทธิโดยปรปักษ์นั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 นำสืบยอมรับว่าเมื่อเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้านในละแวกนั้นที่เอื้อเฟื้อกัน ผู้ที่อยู่ในสวนที่ลึกก็อาศัยเดินผ่านสวนของผู้อื่นออกไปสู่ข้างนอกได้ ลักษณะการอนุญาตดังกล่าวนี้เป็นการแสดงออกชัดโดยทางปฏิบัติของเจ้าของที่ดินเป็นการทั่วไปที่ไม่หวงห้ามหรือสงวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตน

ยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนเป็นภารจำยอมที่เกิดโดยสมัครใจ จึงมิใช่การอนุญาตด้วยความคุ้นเคยหรือวิสาสะเป็นการเฉพาะตัวอันจะถือเป็นการอาศัยสิทธิดังที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 ฎีกาไม่ การใช้ทางพิพาทของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวนี้จึงได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 ฎีกาอ้างเหตุว่าได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนทางทะเบียนโดยสุจริต แต่ส่วนของโจทก์เป็นสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนย่อมไม่อาจยกขึ้นต่อสู้สิทธิของจำเลยทั้งหมดได้ เห็นว่า สิทธิภารจำยอมของโจทก์ได้มีขึ้นโดยผลแห่งกฎหมายรับรองและจะสิ้นสุดไปก็โดยเหตุต่าง ๆที่กฎหมายกำหนด ส่วนของจำเลยทั้งหมดที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์นี้เป็นสิทธิคนละอันกับสิทธิภารจำยอมของโจทก์การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์โดยทางทะเบียนไม่เป็นเหตุให้สิทธิภารจำยอมของโจทก์สิ้นสุดลงได้ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และจำเลยที่ 18 ถึงที่ 32 อ้างพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · นาม ยิ้มแย้ม · ชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5927/2552

โจทก์ทั้งสี่ใช้ลำรางพิพาทในการชักน้ำเข้านาที่ดินพิพาท แล้วขุดเป็นบ่ออยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว จากนั้นโจทก์ทั้งสี่ใช้ระหัดวิดน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำชักน้ำเข้าไปยังที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2547

ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1298 และการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3482/2541

โจทก์ ได้ สิทธิ ภารจำยอม โดย อายุความ ตาม คำพิพากษา ของ ศาล โจทก์ บอกกล่าว ให้ จำเลย เจ้าของ ภารยทรัพย์ ไป ดำเนินการ จดทะเบียน สิทธิ ภารจำยอม ที่ โจทก์ ได้ มา แต่ จำเลย เพิกเฉย ถือได้ว่า เป็น การ โต้แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2541

โจทก์ได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความตามคำพิพากษาของศาล โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยเจ้าของภารยทรัพย์ไปดำเนินการจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมที่โจทก์ได้มา แต่จำเลย เพิกเฉย ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์ซึ่งเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2537

เหตุผลที่ยกขึ้นฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ตรงกับที่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบและไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้