คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า มารดาโจทก์เอาที่ดินของโจทก์ไปขายฝากไว้แก่จำเลย โดยโจทก์ไม่ทราบและมิได้รู้เห็นยินยอม โจทก์ขอไถ่คืนจำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยให้การต่อสู้ว่า การขายฝากครบกำหนดไถ่ถอนแล้วที่ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และอ้างว่าโจทก์ก็ทราบแล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝากและให้จำเลยรับไถ่ถอนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาต่อมาศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้จะฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ มารดาโจทก์นำมาขายฝากแก่จำเลยโดยไม่มีอำนาจก็ตามแต่เมื่อจำเลยรับซื้อไว้โดยสุจริต และเข้ายึดถือที่ดินนั้นตามสัญญาขายฝาก แม้ชั้นต้นก่อนครบกำหนดไถ่ การยึดถือของจำเลยจะเป็นการยึดแทนผู้ขายก็ตาม แต่เมื่อพ้นกำหนดไถ่ถอนตามสัญญา ไม่มีการไถ่การยึดถือของจำเลยต่อจากนั้นเป็นการที่จำเลยยึดถือโดยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่จำเลยได้ยึดถืออย่างฐานะเป็นเจ้าของมาแล้วเกือบ 4 ปี โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะเรียกคืนได้ ฯลฯจึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง