Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57981)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า เนื่องจากคดีนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินคือสิทธิการเช่าโทรศัพท์และที่ดิน 7 แปลง ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่ได้ถูกนางรุ่งศรีจำเลยที่2และนายเสรีสุวรรณภานนท์ ทนายความของจำเลยที่ 2(จำเลยที่ 1 ไม่มีทนายความจึงขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา) ซึ่งบุคคลทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 แต่ไม่เคยแสดงหนังสือมอบอำนาจต่อโจทก์เลย และบุคคลดังกล่าวได้คัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาคำร้องและด้วยการอุทธรณ์คัดค้านตลอดมา จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ขายที่ดินของจำเลยที่ 1ทีละแปลงและขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ตามกฎหมาย และอำนาจหน้าที่การขายแยกหรือขายรวมก็เป็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบและเป็นการยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นจะต้องร้องขอก่อนการบังคับคดีเสร็จ แต่จำเลยยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งศาลจะสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้นั้นต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งแต่คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนหรือดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตหรือปฏิบัติขัดกับบทบัญญัติข้อบังคับว่าด้วยการขายทอดตลาดแต่อย่างใด และตามคำร้องดังกล่าวอีกทั้งคำอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้อุทธรณ์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าราคาต่ำไปนั้น โจทก์เห็นว่าราคาที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินได้ทั้ง7 แปลง โดยติดจำนองด้วยนั้น รวมแล้วคิดเป็นเงิน 2,740,500 บาทซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีการขายทอดตลาดดังกล่าวชอบแล้ว จึงร้องขอให้เพิกถอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคแรก และวรรคสอง, มาตรา 308เมื่อจำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวโดยไม่มีหลักประกันความเสียหายให้ไว้แก่โจทก์ และโจทก์ก็ได้ร้องขอต่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้อุทธรณ์วางเงินหรือหลักประกันความเสียหายแก่โจทก์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิจารณาสั่งให้ จึงเป็นช่องทางให้นายเสรีและนางรุ่งศรีกลั่นแกล้งโจทก์ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเป็นการไม่ชอบ ทำให้โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยชอบและสุจริตควรจะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330,1332 ต้องได้รับความเดือดร้อนและเสียหายมาก จึงขอให้ศาลฎีกาโปรดพิจารณาเหตุผลที่โจทก์กราบเรียนมา แล้วพิพากษายกหรือกลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วพิพากษาตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์ได้รับการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินซึ่งโจทก์ซื้อมา เพราะขณะนี้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นจึงหวังจะขายที่ดินนั้นเพื่อใช้หนี้และเลี้ยงดูบุตรหากให้มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย โปรดอนุญาตหมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องคดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นตามเช็คพิพาทจำนวน 421,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน 7 แปลงของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมพร้อมกัน 7 แปลงจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านขอให้แยกขายทีละแปลงโดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งในเรื่องนี้ภายในกำหนด 15 วัน ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2530 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขายที่ดินทีละแปลง โดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากขายรวมพร้อมกันทุกแปลงจำเลยที่ 1 จะเสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนให้ยกคำร้อง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขายทั้ง 7 แปลง ให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านว่าเป็นราคาต่ำเจ้าพนักงานบังคับคดีได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการขายที่ดินทั้ง 7 แปลง ขายโดยวิธีจำนองติดไป หนี้จำนองทั้งหมดรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบันเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาทเศษ และที่ดินแปลงที่ 3-7 จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 มี กำหนด 20 ปี ได้ราคาเพียงพอแล้วจึงขายไปในราคาดังกล่าว ต่อมา วันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้ขาดในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกันหรือแยกขายทีละแปลง และในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ทั้งได้ยื่นคำร้องของดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไปดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1และให้ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุจะเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสียโจทก์ฎีกา (อันดับ 64 แผ่นที่ 2)คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 75)คำสั่งจะได้วินิจฉัยในคำพิพากษา

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1604/2533นางอรพินท์ เนติกฤษฎาโจทก์นายสำอางค์ เทพสง่า กับพวกจำเลยนางอรพินท์ เนติกฤษฎา โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 296, ม. 306, ม. 308, ม. 309ความว่า เนื่องจากคดีนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินคือสิทธิการเช่าโทรศัพท์และที่ดิน 7 แปลง ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่ได้ถูกนางรุ่งศรีจำเลยที่2และนายเสรีสุวรรณภานนท์ ทนายความของจำเลยที่ 2(จำเลยที่ 1 ไม่มีทนายความจึงขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา) ซึ่งบุคคลทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 แต่ไม่เคยแสดงหนังสือมอบอำนาจต่อโจทก์เลย และบุคคลดังกล่าวได้คัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาคำร้องและด้วยการอุทธรณ์คัดค้านตลอดมา จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ขายที่ดินของจำเลยที่ 1ทีละแปลงและขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ตามกฎหมาย และอำนาจหน้าที่การขายแยกหรือขายรวมก็เป็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบและเป็นการยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นจะต้องร้องขอก่อนการบังคับคดีเสร็จ แต่จำเลยยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งศาลจะสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้นั้นต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งแต่คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนหรือดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตหรือปฏิบัติขัดกับบทบัญญัติข้อบังคับว่าด้วยการขายทอดตลาดแต่อย่างใด และตามคำร้องดังกล่าวอีกทั้งคำอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้อุทธรณ์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าราคาต่ำไปนั้น

โจทก์เห็นว่าราคาที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินได้ทั้ง7 แปลง โดยติดจำนองด้วยนั้น รวมแล้วคิดเป็นเงิน 2,740,500 บาทซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีการขายทอดตลาดดังกล่าวชอบแล้ว จึงร้องขอให้เพิกถอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคแรก และวรรคสอง, มาตรา 308เมื่อจำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวโดยไม่มีหลักประกันความเสียหายให้ไว้แก่โจทก์ และโจทก์ก็ได้ร้องขอต่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้อุทธรณ์วางเงินหรือหลักประกันความเสียหายแก่โจทก์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิจารณาสั่งให้ จึงเป็นช่องทางให้นายเสรีและนางรุ่งศรีกลั่นแกล้งโจทก์ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเป็นการไม่ชอบ

ทำให้โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยชอบและสุจริตควรจะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330,1332 ต้องได้รับความเดือดร้อนและเสียหายมาก จึงขอให้ศาลฎีกาโปรดพิจารณาเหตุผลที่โจทก์กราบเรียนมา แล้วพิพากษายกหรือกลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วพิพากษาตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์ได้รับการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินซึ่งโจทก์ซื้อมา เพราะขณะนี้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นจึงหวังจะขายที่ดินนั้นเพื่อใช้หนี้และเลี้ยงดูบุตรหากให้มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย โปรดอนุญาตหมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องคดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นตามเช็คพิพาทจำนวน 421,000 บาท แก่โจทก์

พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน 7 แปลงของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมพร้อมกัน 7 แปลงจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านขอให้แยกขายทีละแปลงโดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งในเรื่องนี้ภายในกำหนด 15 วัน ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2530 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขายที่ดินทีละแปลง โดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากขายรวมพร้อมกันทุกแปลงจำเลยที่ 1 จะเสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนให้ยกคำร้อง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขายทั้ง 7 แปลง ให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านว่าเป็นราคาต่ำเจ้าพนักงานบังคับคดีได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการขายที่ดินทั้ง 7 แปลง ขายโดยวิธีจำนองติดไป หนี้จำนองทั้งหมดรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบันเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาทเศษ และที่ดินแปลงที่ 3-7 จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 มี กำหนด 20 ปี ได้ราคาเพียงพอแล้วจึงขายไปในราคาดังกล่าว ต่อมา วันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า

จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้ขาดในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกันหรือแยกขายทีละแปลง และในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ทั้งได้ยื่นคำร้องของดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไปดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1และให้ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุจะเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสียโจทก์ฎีกา (อันดับ 64 แผ่นที่ 2)คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 75)คำสั่งจะได้วินิจฉัยในคำพิพากษา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้