Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57977)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อ 2เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การฎีกาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อ 2.2เป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2หรือ 2.1 เป็นปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ไม่อาศัยข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นในการวินิจฉัยคดี และฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในท้องสำนวน และการคิดทุนทรัพย์ชั้นฎีกาควรคิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์มิใช่คิดตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปและมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 76 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 15,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคิดคำนวณถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 785 บาท)จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 74)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 76 แผ่นที่ 2)จำเลยยื่นคำแถลงขอให้ถือหลักทรัพย์ที่วางไว้ในชั้นขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งศาลฎีกา (อันดับ 76 แผ่นที่ 6)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อ 2.1 ที่ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องโดยไม่อาศัยข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นและในข้อ 2.2 ศาลอุทธรณ์ไม่ฟังตามหนังสือทวงหนี้ของโจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้ตามจำนวนที่ปรากฏในหนังสือทวงหนี้ดังกล่าว เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้องส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้จำเลยนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่ต้องสั่งคืนให้อีก

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1600/2533นางชูจิต วุฒิกะพันธ์หรือคำแหงโจทก์นายประเสริฐ ยอดมณีจำเลยนายประเสริฐ ยอดมณี จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 151, ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อ 2เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การฎีกาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อ 2.2เป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2หรือ 2.1 เป็นปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ไม่อาศัยข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นในการวินิจฉัยคดี และฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในท้องสำนวน และการคิดทุนทรัพย์ชั้นฎีกาควรคิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์มิใช่คิดตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปและมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยด้วยหมายเหตุ

โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 76 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 15,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคิดคำนวณถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 785 บาท)

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 74)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 76 แผ่นที่ 2)จำเลยยื่นคำแถลงขอให้ถือหลักทรัพย์ที่วางไว้ในชั้นขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งศาลฎีกา (อันดับ 76 แผ่นที่ 6)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อ 2.1 ที่ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องโดยไม่อาศัยข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นและในข้อ 2.2 ศาลอุทธรณ์ไม่ฟังตามหนังสือทวงหนี้ของโจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้ตามจำนวนที่ปรากฏในหนังสือทวงหนี้ดังกล่าว เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้องส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้จำเลยนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่ต้องสั่งคืนให้อีก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้