Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57930)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมิได้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งหมด กล่าวคือฎีกาในข้อ 2. ก และข้อ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเพราะจำเลยมิได้โต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์แต่เพียงประการเดียวว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ แต่ได้โต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ต้องห้ามฎีกาและชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกทั้งเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนส่วนฎีกาในข้อ 3 ปัญหาว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การของจำเลยยุติเพียงพอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้แล้วหรือไม่ และคำสั่งศาลที่เพิกถอนดังกล่าวเป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 หรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยในข้อ 2. ก และข้อ 3 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องระหว่างพิจารณา พันโทหญิงพรรณีชยางคเสน ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา4(14),43(4),157,162 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยด้วย ที่จำเลยขอให้รอการลงโทษโดยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษ และมีคุณงามความดีมาก่อนนั้น เห็นว่าจำเลยยังมิได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเลยจึงยังไม่เห็นสมควรรอการลงโทษให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และโจทก์ร่วมต่างฎีกา (อันดับ 58,59 แผ่นที่ 3)จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 60แผ่นที่ 2)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 64)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะกำหนดโทษให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แต่คงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาข้อ 2 ก. ของจำเลยที่อ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนที่ฟังว่าจำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้นศาลอุทธรณ์หาได้ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนแต่อย่างใดไม่ ส่วนฎีกาข้อ 3 ของจำเลยเป็นการเถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์แล้วเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1484/2533พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์พันโทหญิงพรรณี ชยางคเสนโจทก์นายพิษณุ วัยวุฒิจำเลยนายพิษณุ วัยวุฒิ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมิได้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งหมด กล่าวคือฎีกาในข้อ 2. ก และข้อ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเพราะจำเลยมิได้โต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์แต่เพียงประการเดียวว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ แต่ได้โต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ต้องห้ามฎีกาและชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้

แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกทั้งเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนส่วนฎีกาในข้อ 3 ปัญหาว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การของจำเลยยุติเพียงพอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้แล้วหรือไม่ และคำสั่งศาลที่เพิกถอนดังกล่าวเป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 หรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยในข้อ 2. ก และข้อ 3 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องระหว่างพิจารณา พันโทหญิงพรรณีชยางคเสน ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. 2522 มาตรา4(14),43(4),157,162 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยด้วย ที่จำเลยขอให้รอการลงโทษโดยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษ และมีคุณงามความดีมาก่อนนั้น เห็นว่าจำเลยยังมิได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเลยจึงยังไม่เห็นสมควรรอการลงโทษให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และโจทก์ร่วมต่างฎีกา (อันดับ 58,59 แผ่นที่ 3)

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 60แผ่นที่ 2)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 64)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะกำหนดโทษให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แต่คงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาข้อ 2 ก. ของจำเลยที่อ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนที่ฟังว่าจำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้นศาลอุทธรณ์หาได้ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนแต่อย่างใดไม่ ส่วนฎีกาข้อ 3 ของจำเลยเป็นการเถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์แล้วเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำลอง สุขศิริ · สัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้