Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5787/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 1 เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นายอำเภออนุมัติและมีคำสั่งประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญและชอบด้วย พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ในการเรียกประชุม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 54 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุม เว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุม และเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม เมื่อนายอำเภอได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาประชุมตามวันที่กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคือนายอำเภอเท่านั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายอำเภอ เมื่อนายอำเภอไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เรียกประชุม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ แม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสมัยวิสามัญโดยชอบตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157, 83

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นกำนันตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 1 เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ้วมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวให้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาตำบล ตามกฎหมายระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ โดยมีนายสาหัสเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือเรียกประชุมสมัยวิสามัญสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว

ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คน จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 41 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวลงมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว อันเป็นการลงมติในเรื่องที่ไม่มีระเบียบวาระการประชุม และขัดต่อข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ข้อ 16 เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าสามวันก่อนกำหนดเวลาเปิดสมัยประชุม ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่งกำนันตำบลบ้านบัวตามมติที่ประชุมดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์จึงยังดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 อันหมายความว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้น หากปฏิบัติละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้เลย ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่า แม้การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวครั้งนี้เป็นการประชุมสมัยวิสามัญที่นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้อนุมัติให้เรียกประชุมได้ ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คน ที่เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวร่วมกันลงชื่อขอให้นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์เปิดสมัยประชุมวิสามัญและเรียกประชุม ซึ่งนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์อนุมัติและมีคำสั่งประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ ชอบด้วย พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ตามมาตรา 54 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุม

เว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุม และเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม ดังนั้น เมื่อนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาประชุมตามวันที่กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวคือนายสาหัสเท่านั้น จึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว

เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายสาหัส แต่นายสาหัสได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินการจัดประชุม หนังสือมอบอำนาจจัดทำขึ้นภายหลังที่มีการประชุมแล้ว เนื่องจากคำขอร้องแกมบังคับของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง เมื่อนายสาหัสไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวสมัยวิสามัญ โดยชอบตาม

พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นางสาวศรัณยา เลิศศาสตร์วัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้