Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57835)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า เนื่องจากทรัพย์ที่ขายทอดตลาดในคดีนี้เป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาก็ไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เคยปรากฏตัวหรือมาคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลย โจทก์จึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้นางรุ่งศรีเทพสง่าหรือจะแต่งตั้งให้นายเสรีสุวรรณภานนท์เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 หลายครั้งจนสำนวนแยกเป็น 2 สำนวน กล่าวคือ สำนวนหนึ่งนั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่15 กันยายน 2530 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ศาลชั้นต้นขายที่ดิน ทีละแปลง เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องนั้นยังมิได้ชี้ขาด ในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกัน หรือให้แยกขายทีละแปลง จึงไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง และใน ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ คดีไว้ และได้ยื่นคำร้องขอให้งดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย (สำนวนอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้อง) ซึ่งสำนวนคดีดังกล่าวโจทก์ ไม่เคยได้รับหมายและสำเนาอุทธรณ์คำสั่งเลยจึงไม่ได้แก้อุทธรณ์ คำสั่งทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี และโจทก์ยังสงสัยว่าคำร้อง ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2530 ถูกยื่นเข้ามาในคดี ได้อย่างไร เพราะเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530 โจทก์ได้ตรวจสำนวน แล้วไม่พบคำร้องฉบับดังกล่าว อีกทั้งลายมือชื่อในช่องผู้ร้องก็น่าจะ ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่แท้จริง ส่วนอีกสำนวนหนึ่ง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเมื่อหลังจากที่เจ้าพนักงาน บังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขายทั้ง 7 แปลง ให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมหนี้จำนองอีก 2,000,000 บาทเศษไปแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่น คำร้องฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 อ้างว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนโดย โจทก์ไม่เคยได้รับสำเนาคำร้อง คงมีแต่หมายนัดให้โจทก์แถลงคัดค้าน คำร้องเท่านั้น โจทก์จึงไม่ทราบเหตุการร้องขอ และไม่ทราบว่าผู้ใด เป็นผู้ร้องทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี แม้ต่อมาศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสีย โจทก์ฎีกาต่อมา ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำของนางรุ่งศรีและนายเสรีที่คัดค้านการขายทอดตลาด ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาแล้วนั้นทำให้คดีสับสนวุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ถูก และคดีได้แยกออกเป็น 2 สำนวน เป็นการ ประวิงคดีให้ล่าช้าและโจทก์ได้รับความเดือดร้อนจึงขอศาลฎีกาสั่ง ให้ตรวจสอบสำนวนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด (2 สำนวน) หรือให้ไต่สวนคำร้องเพื่อตรวจดูว่านางรุ่งศรีและนายเสรี ใช้สิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดโดยชอบหรือไม่ ใบมอบอำนาจและ ใบแต่งทนายของจำเลยที่ 1 มีจริงและถูกต้องหรือไม่ การที่โจทก์ ไม่ได้รับหมายและสำเนาอุทธรณ์คำสั่งเลยหรือกรณีที่โจทก์ไม่ได้รับ สำเนาคำร้องเป็นการไม่ชอบทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือไม่ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คดีเรื่องการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ได้ถึงที่สุดและสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งห้ามมิให้ผู้ซื้อทำนิติกรรมอันเป็น การจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินทั้ง 7 โฉนด แล้วสั่งให้ผู้ซื้อได้รับสิทธิในการ ทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ซื้อมาได้โดยแจ้งไปยัง สำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ สาขาพระโขนงโปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นตามเช็คพิพาทจำนวน 421,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน 7 แปลง ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมพร้อมกัน 7 แปลง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านขอให้แยกขายทีละแปลง โดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งในเรื่องนี้ภายในกำหนด 15 วัน ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2530 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขายที่ดินทีละแปลง โดยอ้างว่า ขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากขายรวมพร้อมกัน ทุกแปลงจำเลยที่ 1 จะเสียหายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการ ชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน ให้ยกคำร้อง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขาย ทั้ง 7 แปลงให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านว่าเป็นราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการขายที่ดินทั้ง 7 แปลง ขายโดย วิธีจำนองติดไป หนี้จำนองทั้งหมดรวมต้นเงินและดอกเบี้ย จนถึงปัจจุบันเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาทเศษ และที่ดินแปลงที่ 1-7 จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 มีกำหนด 20 ปี ได้ราคา เพียงพอแล้ว จึงขายไปในราคาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทั้งสอง ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 309 วรรคสอง เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้ขาดในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกันหรือแยกขายทีละแปลง และในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ ทั้งได้ยื่นคำร้องของดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการ ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไปดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และให้ดำเนินการ ขายทอดตลาดใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุจะเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของ เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสีย โจทก์ฎีกา (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 73) คำสั่ง จะได้ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ตามควรแก่กรณี

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1290/2533นางอรพินท์ เนติกฤษฎาโจทก์นายสำอางค์ เทพสง่า กับพวกจำเลยนางอรพินท์ เนติกฤษฎา โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 243, ม. 247ความว่า เนื่องจากทรัพย์ที่ขายทอดตลาดในคดีนี้เป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาก็ไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เคยปรากฏตัวหรือมาคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลย โจทก์จึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้นางรุ่งศรีเทพสง่าหรือจะแต่งตั้งให้นายเสรีสุวรรณภานนท์เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 หลายครั้งจนสำนวนแยกเป็น 2 สำนวน

กล่าวคือ สำนวนหนึ่งนั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่15 กันยายน 2530 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ศาลชั้นต้นขายที่ดิน ทีละแปลง เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องนั้นยังมิได้ชี้ขาด ในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกัน หรือให้แยกขายทีละแปลง จึงไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง และใน ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ คดีไว้ และได้ยื่นคำร้องขอให้งดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย (สำนวนอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้อง) ซึ่งสำนวนคดีดังกล่าวโจทก์ ไม่เคยได้รับหมายและสำเนาอุทธรณ์คำสั่งเลยจึงไม่ได้แก้อุทธรณ์ คำสั่งทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี และโจทก์ยังสงสัยว่าคำร้อง ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2530 ถูกยื่นเข้ามาในคดี

ได้อย่างไร เพราะเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530 โจทก์ได้ตรวจสำนวน แล้วไม่พบคำร้องฉบับดังกล่าว อีกทั้งลายมือชื่อในช่องผู้ร้องก็น่าจะ ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่แท้จริง ส่วนอีกสำนวนหนึ่ง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเมื่อหลังจากที่เจ้าพนักงาน บังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขายทั้ง 7 แปลง ให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมหนี้จำนองอีก 2,000,000 บาทเศษไปแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่น คำร้องฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 อ้างว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนโดย โจทก์ไม่เคยได้รับสำเนาคำร้อง คงมีแต่หมายนัดให้โจทก์แถลงคัดค้าน คำร้องเท่านั้น โจทก์จึงไม่ทราบเหตุการร้องขอ และไม่ทราบว่าผู้ใด เป็นผู้ร้องทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี แม้ต่อมาศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสีย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาต่อมา ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำของนางรุ่งศรีและนายเสรีที่คัดค้านการขายทอดตลาด ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาแล้วนั้นทำให้คดีสับสนวุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ถูก และคดีได้แยกออกเป็น 2 สำนวน เป็นการ ประวิงคดีให้ล่าช้าและโจทก์ได้รับความเดือดร้อนจึงขอศาลฎีกาสั่ง ให้ตรวจสอบสำนวนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด (2 สำนวน) หรือให้ไต่สวนคำร้องเพื่อตรวจดูว่านางรุ่งศรีและนายเสรี ใช้สิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดโดยชอบหรือไม่ ใบมอบอำนาจและ ใบแต่งทนายของจำเลยที่ 1 มีจริงและถูกต้องหรือไม่ การที่โจทก์ ไม่ได้รับหมายและสำเนาอุทธรณ์คำสั่งเลยหรือกรณีที่โจทก์ไม่ได้รับ สำเนาคำร้องเป็นการไม่ชอบทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือไม่ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คดีเรื่องการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ได้ถึงที่สุดและสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งห้ามมิให้ผู้ซื้อทำนิติกรรมอันเป็น

การจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินทั้ง 7 โฉนด แล้วสั่งให้ผู้ซื้อได้รับสิทธิในการ ทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ซื้อมาได้โดยแจ้งไปยัง สำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ สาขาพระโขนงโปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นตามเช็คพิพาทจำนวน 421,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน 7 แปลง ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ

ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมพร้อมกัน 7 แปลง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านขอให้แยกขายทีละแปลง โดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งในเรื่องนี้ภายในกำหนด 15 วัน ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2530 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขายที่ดินทีละแปลง โดยอ้างว่า ขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากขายรวมพร้อมกัน ทุกแปลงจำเลยที่ 1 จะเสียหายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการ ชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน ให้ยกคำร้อง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมแปลงขาย

ทั้ง 7 แปลงให้กับโจทก์ผู้ประมูลซื้อโดยให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 700,000 บาทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านว่าเป็นราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการขายที่ดินทั้ง 7 แปลง ขายโดย วิธีจำนองติดไป หนี้จำนองทั้งหมดรวมต้นเงินและดอกเบี้ย จนถึงปัจจุบันเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาทเศษ และที่ดินแปลงที่ 1-7 จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 มีกำหนด 20 ปี ได้ราคา เพียงพอแล้ว จึงขายไปในราคาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทั้งสอง ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 309 วรรคสอง

เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้ขาดในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกันหรือแยกขายทีละแปลง และในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ ทั้งได้ยื่นคำร้องของดการขายที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการ ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไปดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และให้ดำเนินการ ขายทอดตลาดใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุจะเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของ เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เสีย

โจทก์ฎีกา (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 73) คำสั่ง จะได้ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ตามควรแก่กรณี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อัมพร ทองประยูร · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้