คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ โจทก์ได้ทำหนังสือขายฝากที่นาไว้แก่จำเลย ที่อำเภอ มีกำหนดไถ่คืนในเวลา ๕ ปี โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่นารายนี้ โดยส่งดอกเบี้ยให้จำเลย ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ โจทก์ไปขอไถ่ที่นาคืน จำเลยนัดไถ่ถอนที่อำเภอ ถึงวันกำหนดนัด จำเลยบิดพลิ้ว จึงขอให้บังคับจำเลยรับเงินและคืนนาให้โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ขายฝากนาไว้แก่จำเลย โดยมีกำหนดไถ่คืน ๕ ปีจริง โจทก์ไม่เคยขอไถ่ และกำหนดเวลาไถ่คืนได้สิ้นสุดลงแล้ว โจทก์หมดสิทธิฟ้อง และว่าที่โจทก์ครอบครองนานั้น โดยโจทก์ขอเข้าทำ ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์เพิกเฉยเสีย มาฟ้องเอาเมื่อเกินกำหนดไถ่ตามสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ได้ไปขอไถ่ถอน จำเลยเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์ฟ้องภายหลังกำหนดเวลาในสัญญา จึงพิพากษากลับ ให้โจทก์ชนะคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา ๔๙๒ ป.ม.แพ่งฯ นั้นคำว่า "ถ้าไถ่ภายในเวลา" ย่อมหมายความว่า ได้มีการไถ่ถอนถูกต้องครบบริบูรณ์ตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วเท่านั้นการขอไถ่ยังหาเป็นการไถ่ไม่ ปัญหาในเรื่องนี้จึงมีว่า การไปขอไถ่นั้น เป็นการใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙๔,๔๙๖, และ ๔๙๗ แล้วหรือยัง
ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิในการไถ่ทรัพย์นั้น ก็คือ สิทธิอันหนึ่งที่ผู้ขายฝากมีอยู่ในอันที่จะเรียกร้องบังคับให้ผู้ซื้อฝากทำนิติกรรมให้กรรมสิทธิแห่งทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาสู่ตน ฉะนั้นการใช้สิทธิไถ่ถอน จึงต้องรวมตลอดถึงการฟ้องร้องต่อศาล ขอให้ศาลบังคับให้ผู้ซื้อฝากกระทำการเช่นว่านั้น หรือให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของผู้ซื้อฝากในนิติกรรมเช่นนั้น การแต่เพียงไปพูดขอไถ่ หรือนัดให้ผู้ซื้อฝากไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อทำการไถ่ถอน ยังหาเป็นการใช้สิทธิไถ่ถอนไม่ เมื่อผู้ซื้อฝากไม่ไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัด ก็เป็นการแสดงอาการปฏิเสธ ไม่ยอมรับไถ่ถอนอยู่ในตัวแล้ว ผู้ขายฝากย่อมต้องจัดการฟ้องร้องขอให้ศาลบังคับตามสิทธิไถ่ถอนของตนเสีย ภายในอายุความไถ่ถอนตามสัญญา ทั้งมาตรา ๔๙๖ ก็ยังได้บัญญัติไว้ด้วยว่า "ท่านว่าหาอาจขยายเวลานั้นในภายหลังได้ไม่"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น.