Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5768/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก นั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้าย ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถีบหลังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดด้วยกันล้มลงแม้จะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 เดินตามผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายและวิ่งตามไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอากรหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหาย จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์และทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 336 ทวิ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักเงินสดจำนวน 1,500,000บาท ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยบ้านพรุ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายชัยศักดิ์ หงษ์ทองกิจเสรี ผู้จัดการธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริตในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยที่ 1มีอาวุธปืนติดตัวและจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ 2) ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และจำเลยทั้งสามได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมาในวันที่ 4 มกราคม 2540 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้และยึดเงินจำนวน 1,500,000 บาท ที่ถูกจำเลยทั้งสามเอาไป กับรถจักรยานยนต์1 คัน เป็นของกลาง

จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 789/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 789/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 18 ปี

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 12 ปี คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2ได้ถีบหลังจำเลยที่ 1 จนล้มลงแล้วจำเลยที่ 2 แย่งเอากระเป๋าใส่เงินจำนวน 1,500,000 บาท วิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 3จอดรออยู่ริมถนนขับหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 พร้อมทั้งยึดรถจักรยานยนต์ของกลางและจับจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งยึดเงินของกลางจำนวน 1,500,000 บาทปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทโพธสวยสุวรรณ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าหลังเกิดเหตุผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งแต่งตั้งชุดสืบสวนสอบสวนคดีอาญา

พยานอยู่ในชุดสอบสวนด้วยตามเอกสารหมาย จ.9 จากการสอบสวนมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 น่าจะมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย จึงตั้งข้อหาจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานได้แจ้งให้พันตำรวจโทสาคร ทองมุณี และเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนคดีอาญาทราบทุกคน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางและจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเงินของกลางจำนวน 1,500,000 บาท โดยพยานไปร่วมจับกุมด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย ซึ่งพันตำรวจโทสาคร

ทองมุณีและพันตำรวจตรีคมกฤช ศรีสงค์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3ก็ได้เบิกความสนับสนุนในส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย โดยเฉพาะพันตำรวจโทสาครยังเบิกความอีกว่า พันตำรวจโทโพธแจ้งทางโทรศัพท์ให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วยซึ่งก็ตรงกับที่พันตำรวจโทโพธเบิกความเช่นกัน พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง อีกทั้งได้ความจากนายขวัญชัย นวลละอองพยานโจทก์ผู้ขายรถจักรยานยนต์แก่จำเลยที่ 3 ว่า ปลายเดือนธันวาคม 2539 ก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปนั่งดื่มสุรากับจำเลยที่ 3ที่ร้านอาหารน้องนุชโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมดื่มสุราด้วยแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน

ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารที่เกิดเหตุซึ่งนายชัยศักดิ์ หงษ์ทองกิจเสรี ผู้จัดการธนาคารดังกล่าวผู้เสียหายก็เบิกความว่าในการไปเบิกเงินเกือบทุกครั้งจะพาจำเลยที่ 1 ไปด้วยและพนักงานธนาคารทุกคนจะทราบว่าเมื่อมีการหยุดหลายวันในวันเปิดทำการวันแรกจะไปเบิกเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และคดีนี้ก็มีวันหยุดปีใหม่หลายวันวันเกิดเหตุเป็นวันเปิดทำการวันแรกจะต้องไปเบิกเงิน อันเป็นการบ่งชี้ว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แย่งชิงเอาเงินของกลางไปได้ในวันเกิดเหตุเนื่องจากอาศัยข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ที่รู้จักกันมาก่อนมิฉะนั้นคงไม่ทราบว่านายชัยศักดิ์จะไปเบิกเงินกันวันใด

นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.15และ จ.16 รวมทั้งบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14 ระบุให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนต่อหน้าพลตำรวจตรีชูชาติ ทัศนเสถียร พลตำรวจตรีศุภชัย ลิ่มเฉลิมวงศ์และนายตำรวจยศนายพันอีกหลายนายด้วย ซึ่งล้วนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จึงไม่น่าเป็นได้ว่าจะปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ให้การเช่นนั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ

เมื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานโจทก์อื่น ๆ และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพันตำรวจโทโพธ พนักงานสอบสวนเบิกความขัดกับพันตำรวจตรีคมกฤช ศรีสงค์ เกี่ยวกับการแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยพันตำรวจโทโพธ โทรศัพท์แจ้งพันตำรวจตรีคมกฤชแล้ว แต่พันตำรวจตรีคมกฤชเบิกความว่าขณะตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 3 พันตำรวจโทโพธไม่ได้แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ให้การอย่างไรแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นเดือนมกราคม 2540 แต่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่าทั้งพันตำรวจโทโพธและพันตำรวจตรีคมกฤชมาเบิกความต่อศาลเมื่อเดือนเมษายน 2541 เป็นเวลาห่างกันประมาณ 1 ปี

พยานโจทก์ทั้งสองย่อมอาจจำเหตุการณ์สับสนและหลงลืมไปบ้าง จึงเบิกความไม่สอดคล้องกันเป็นเรื่องธรรมดา หาเป็นสาระสำคัญไม่ จึงไม่อาจถือว่าขัดกันอันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาไม่ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยไม่ใช่สาระสำคัญหาทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่ จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2ถีบหลังจำเลยที่ 1 ล้มลงเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1ในขณะจำเลยที่ 1 เดินตามนายชัยศักดิ์

ผู้จัดการธนาคารที่เกิดเหตุผู้เสียหาย แสดงว่าเงินของกลางยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย แต่การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรกนั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังจะเห็นได้จากเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ถึงวรรคห้า อันได้แก่การกระทำผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ผลของการกระทำล้วนเกิดแก่ผู้อื่นทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก และแม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายชัยศักดิ์ผู้เสียหายว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายซึ่งวิ่งตามไปก็ตามแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอาการหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหายเลย ดังนั้น เพียงแต่จำเลยที่ 2 ชี้มือมาทางผู้เสียหายเท่านั้นยังไม่พอให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามฟ้องจำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พูนศักดิ์ จงกลนี · วิชา มหาคุณ · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้