Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจตนารมณ์ของ ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง นั้น ก็เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีในความผิดที่มีโทษจำคุก แม้ว่าการทำหน้าที่ของ พ. ในฐานะทนายความของจำเลยจะไม่ปรากฏใบแต่งทนายความตั้งให้ พ. เป็นทนายความของจำเลย แต่ พ. ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายความของจำเลยตลอดมาจนเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยจำเลยยอมรับเอาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นตลอดมา และฝ่ายโจทก์ก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้มอบให้ พ. เป็นทนายความของจำเลยในคดีนี้แล้ว ทั้งภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการจัดใบแต่งทนายความเสียให้ถูกต้อง แต่จำเลยแถลงว่าไม่ประสงค์จะแต่งทนายความเนื่องจากต้องการให้การรับสารภาพ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาจำเลยไม่เสียเปรียบ กรณีไม่เป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และคืนธนบัตร 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตร 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะหาทนายความเอง ศาลจึงนัดพร้อมวันที่ 23 เมษายน 2546 เวลา 9 นาฬิกา พอถึงวันนัดพร้อมจำเลยแถลงว่ายังหาทนายความไม่ได้ ขอให้ศาลตั้งทนายความให้ศาลจดในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "

พิเคราะห์แล้ว เนื่องจากจำเลยไม่มีทนายความจึงไม่อาจสอบคำให้การจำเลยได้ จึงให้ตั้งทนายความขอแรงให้จำเลยมีหนังสือขอแรงทนาย และลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เวลา 9 ถึง 16.30 นาฬิกา ทั้งสองนัด" ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาช่วงเช้าว่า "นัดสืบพยานโจทก์วันนี้ โจทก์จำเลยและทนายจำเลยมาศาล ก่อนพิจารณาศาลได้สอบคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ ศาลจึงบันทึกไว้" ต่อจากนั้นศาลดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามที่นัดไว้จนเสร็จการพิจารณา และมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 เห็นว่า นายพิทยาการ

สรเศรษฐวาณิช เข้าทำหน้าที่ทนายความของจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลที่อ้างเป็นพยานจำเลย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ และมีการสอบคำให้การจำเลยก่อนเริ่มพิจารณา นายพิทยาการก็มาศาลและทำหน้าที่ในฐานะทนายความของจำเลยจนเสร็จการพิจารณา เห็นว่า เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองนั้น ก็เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีในความผิดที่มีโทษจำคุก แม้ว่าการทำหน้าที่ของนายพิทยาการในฐานะทนายความของจำเลยจะไม่ปรากฏใบแต่งทนายความตั้งนายพิทยาการเป็นทนายความของจำเลย แต่นายพิทยาการก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายความของจำเลยตลอดมาจนเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยจำเลยยอมรับเอาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นตลอดมา และฝ่ายโจทก์ก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้มอบให้นายพิทยาการเป็นทนายความของจำเลยในคดีนี้แล้ว

ทั้งภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการจัดทำใบแต่งทนายความเสียให้ถูกต้อง แต่จำเลยแถลงว่าไม่ประสงค์จะแต่งทนายความเนื่องจากต้องการให้การรับสารภาพ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาจำเลยไม่เสียปรียบ กรณีไม่เป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · มงคล ทับเที่ยง · พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5260/2548

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และ ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาลคดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก เมื่อจำเลยไม่มีและแถลงต้องการทนายความ จึงเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6327/2548

คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9732/2539

คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง เมื่อตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2835/2539

จำเลยมีอายุไม่เกิน 17 ปี ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง จึงเป็นกระบวน-พิจารณาที่ไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการดำเนินคดี ศาลฎีกาชอบที่จะสั่งให้ศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2520

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปนั้นแม้ในวันสอบถามคำให้การจำเลยได้แถลงว่าจะหาทนายเองแต่เมื่อถึงวันสืบพยานโจทก์จำเลยหาทนายไม่ได้ แถลงขอให้ศาลหาทนายให้และขอเลื่อนการพิจารณาไปศาลก็ชอบที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้