Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ห.บิดาจำเลยได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของตนให้แก่ ล. ภริยาน้อยของ ห. คือที่ดินพิพาทคดีนี้ ต่อมา ล.ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ค.มารดาของโจทก์ทั้งสาม โดย ห.รู้เห็นยินยอมด้วย การที่ล.ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ค. ย่อมมีผลสมบูรณ์และผูกพัน ห.ด้วยดังนั้น การที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ห.และเป็นการครอบครองแทน ห.เมื่อ ห.และ ล. ได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่ ค.แล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือ เพื่อตนอันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างระยะเวลาการฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามผู้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทจาก ค.ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) เลขที่ ๔๙๔๐ ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์เนื้อที่ ๔๒ ไร่ เป็นของโจทก์ทั้งสามโดยรับโอนมรดกจากนางคล้อยกมลเดช เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ขณะที่นางคล้อยยังมีชีวิตอยู่ คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนา แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงได้บอกเลิกการเช่า ต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยกับบริวารได้บุกรุกเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นที่ดินของนายหึม เหมือนพระ และนางเลียบ ตะสอน โจทก์ทั้งสามห้ามปรามแล้ว จำเลยไม่เชื่อฟัง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม บังคับให้จำเลยและบริวารออกไปห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีก กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๒๙เป็นเงิน ๓๒,๔๐๐ บาท และปีต่อ ๆ ไปอีกปีละ ๓๒,๔๐๐ บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายหึมบิดาจำเลยนายหึมรับมรดกมาจากนายจันทร์ เหมือนพระ ได้ประมาณ ๔๕ ปีแล้วเดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ครั้นปี พ.ศ. ๒๕๒๐นายหึมแบ่งขายให้ผู้อื่นไปประมาณ ๑๓ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๑นายหึมได้นำที่ดินส่วนที่เหลือประมาณ ๘๐ ไร่ ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าราษฎรแต่ละคนจะมีที่ดินเกินกว่า ๕๐ ไร่ไม่ได้ นายหึมจึงออก น.ส.๓ ก.เป็นชื่อตนเอง ๔๒ ไร่เศษ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือคือที่ดินพิพาทได้ใส่ชื่อของนางเสียบภริยาใหม่ของตนแทน และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นายหึมได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าร่วมครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา

เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน๒๕๒๗ นางคล้อยและโจทก์ทั้งสามจะซื้อที่ดินพิพาทจากนางเลียบจำเลยและนายหึมจึงแจ้งให้ทราบว่านางเลียบมิใช่เจ้าของห้ามมิให้นางคล้อยและโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทจำเลยและนายหึมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๒๗ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเกินกว่า ๑ ปีแล้ว

โจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องคดีภายใน ๑ ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ค่าเสียหายปีหนึ่งไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสาม เป็นเงิน ๒๑,๒๕๐ บาท และในอัตราปีละ ๒๑,๒๕๐ บาท นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นายหึมบิดาจำเลยได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของตนเนื้อที่ ๘๐ ไร่เศษเป็น ๒ แปลง โดยใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ๑ แปลงอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทนี้ให้ใส่ชื่อนางเลียบ ภริยาน้อยของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.๑ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ นางเลียบได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้นางคล้อยในราคา ๗๐,๐๐๐ บาท และนางคล้อยได้ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๙ โจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทจากนางคล้อย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการอาศัยสิทธิการเช่าจากโจทก์และเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์แต่การที่ นางคล้อยภริยาโจทก์ที่ ๑ซื้อที่ดินพิพาทจากนางเลียบภริยานายหึม นั้น นายหึมได้รู้เห็นยินยอมแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางคล้อยกับนางเลียบจึงมีผลสมบูรณ์และมีผลผูกพันนายหึมด้วย คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามต่อไปว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายหึมหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายหึมและเป็นการครอบครองแทนนายหึม เมื่อนายหึมต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ นางเลียบทำกับนางคล้อยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงถือว่านางเลียบและนายหึมได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางคล้อยตามสัญญาซื้อขายไปแล้วและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือเพื่อตน อันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายวรพล ชวรุ่ง
ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ ศรีสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2558

แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8486/2553

ที่ดินพิพาทซึ่งบริษัท ซ. ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ เป็นที่ดินของรัฐที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้รับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายมาก่อนตาม พ.ร.บ.แร่ฯ มาตรา 73 (3) ที่กำหนดมิให้ถือว่าการใช้ที่ดินของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5697/2553

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป แล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9085/2547

การตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กันและกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 518 อันมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งมาตรา 519 ระบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2546

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ.ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้