Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5748/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มาโดยการยกให้โดยเสน่หาก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 ใช้บังคับ และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1กับโจทก์นั้น หากต่อมาเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1ได้นำเอาสินสมรสนั้นไปขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยมิได้รับความยินยอมของโจทก์ผู้เป็นสามี และโจทก์ก็มิได้ให้สัตยาบัน ในเรื่องอำนาจของโจทก์ที่จะขอเพิกถอนนิติกรรมขายฝากนั้น ไม่พิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 และมาตรา 137 วรรคสองซึ่งยกเลิกไปแล้ว แต่ต้องนำบทบัญญัติมาตรา 1480 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 มาปรับ โดยต้องพิจารณาว่าในขณะทำนิติกรรมขายฝากจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริตหรือไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1474 ป.พ.พ. มาตรา 1480 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 7 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมขายฝากสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมขายฝากที่เป็นโมฆียะแล้วขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากจำเลยให้การว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และการขายฝากได้กระทำโดยสุจริตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อพุทธศักราช 2504เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2524 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4378 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดร่วมกับบุตรสาวอีก 2 คนพร้อมกับบ้านเลขที่709/2 ให้จำเลยที่ 2 กำหนดไถ่ทรัพย์คืน 2 ปี เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน 2524 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่4379 ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 กำหนดไถ่ทรัพย์คืน 2 ปี และได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่3064 พร้อมบ้านเลขที่ 20 ให้จำเลยที่ 2 กำหนดไถ่ทรัพย์คืน 2 ปี

การทำนิติกรรมดังกล่าวทุกครั้งมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 4378 และเลขที่ 4379 นั้น ได้ความว่าโจทก์มีมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2518โจทก์ทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 นางสาวแก้วตาและนางสาวปองฤทัย จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์จำนองไว้กับนางผอบตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีเงินจะไถ่ถอนจำเลยที่ 1 จึงได้กู้ยืมเงินผู้มีชื่อมาไถ่ถอนและในที่สุดจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินอีกแปลงหนึ่งของตนเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้มีชื่อนั้น โจทก์จึงทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 กับบุตรทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะฟังว่าความจริงเป็นดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นสินสมรสซึ่งเป็นสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ5 เดิม มาตรา 1466 เพราะหนังสือยกให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัวตาม มาตรา 1464(3) หาได้เป็นสินส่วนตัวดังที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้คดีไม่ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3064 นั้นได้ความว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3064 เป็นของมารดาจำเลยที่ 1และมีเนื้อที่มากกว่าปัจจุบัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2518ก่อนบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้บังคับ มารดาจำเลยที่ 1ได้ทำนิติกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3064 ให้บุตร 4 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2520 ได้มีการแบ่งแยกโฉนดออกไปที่ดินโฉนดเลขที่ 3064 จึงเหลือเนื้อที่ 3 งาน 3ตารางวา เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าเมื่อมารดาจำเลยที่ 1ทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้บุตร 4 คน

รวมทั้งจำเลยที่ 1 นั้นหนังสือยกให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัว จึงเป็นสินสมรสแม้จะได้แบ่งแยกโฉนดหลังจากบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 3064 หลังจากแบ่งแยกแล้วก็ยังเป็นสินสมรสอยู่ หาได้กลับกลายเป็นสินส่วนตัวตามบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1471(3) ดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาไม่ เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสแล้วจึงต้องวินิจฉัยต่อไปถึงอำนาจของโจทก์ในการที่จะขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า พอถือได้ว่าโจทก์ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่

พ.ศ. 2519 มาตรา1480 ด้วย หาได้ฟ้องให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 37 และมาตรา 137 วรรคสอง ซึ่งยกเลิกไปแล้วเพียงข้ออ้างเดียวตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งหมดโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ผู้เป็นสามีและโจทก์มิได้ให้สัตยาบัน การขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวจึงต้องนำบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา1480 วรรคสองมาปรับ โดยต้องพิจารณาว่าในขณะทำนิติกรรมขายฝากนั้น จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะทางการเงินดี

ก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 เคยกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 หลายครั้งโดยวิธีเอาเช็คมาแลกเงินสด และคดีฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบอีกว่าเมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังอยู่กินด้วยกัน จำเลยที่ 2เคยเห็นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปไหนมาไหนด้วยกัน เพราะโจทก์และจำเลยที่ 2 เก็บรถยนต์ไว้ที่สถานีบริการน้ำมันแห่งเดียวกันโจทก์กับจำเลยที่ 1 แยกกันอยู่โดยโจทก์ไปอยู่กับภริยาเก่าก่อนจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2ประมาณ 2 ปี เพราะโจทก์ก็ยอมรับในข้อนี้ดังเห็นได้จากคำเบิกความของโจทก์ที่ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2522 โจทก์ไม่เคยไปไหนมาไหนกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่เคยพบจำเลยที่ 2 เลยในด้านราคาที่ขายฝากจำเลยทั้งสองนำสืบว่าก่อนรับซื้อจำเลยที่ 2ได้ดูที่ดินแล้ว และเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรจึงรับซื้อไว้ในเรื่องราคานี้โจทก์เองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมีราคาที่แท้จริงเท่าใด

จะเห็นได้จากคำเบิกความของโจทก์ที่ว่าที่ดินทั้งสามแปลงนี้มีราคาตารางวาละเท่าใดไม่ทราบ แม้ในขณะเบิกความวันที่ 29 กรกฎาคม 2526 จะมีราคาตารางวาละเท่าใดก็ไม่ทราบ ราคาที่จำเลยที่ 1 ขายฝากจะสูงหรือต่ำกว่าราคาที่แท้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบดังนั้นจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นในขณะนั้น ในโฉนดที่ดินทุกแปลงมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ไม่มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยเมื่อจะทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 หย่ากับโจทก์แล้วซึ่งมีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะเชื่อเช่นนั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้เมื่อนำมาประมวลเข้าด้วยกันแล้วไม่ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2กระทำการโดยไม่สุจริต

ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงได้รับความคุ้มครองจากบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา1480 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมาโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเฉพาะแต่ในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง คล้ายแก้ว · ถวิล ทองสว่างรัตน์ · นำชัย สุนทรพินิจกิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7789/2560

แม้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเอง และปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10451/2558

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ. และได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์แต่เป็นสินสมรสตามบรรพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2557

คำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรอง เป็นคำให้การที่ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบในเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ฟ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2556

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวม แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์อ้างว่าต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2552

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และ ส. มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้