Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5741/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองส่วน รวมกันเป็นเงิน 1,750 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 900 บาท ถือว่าเป็นการชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องดำเนินคดีในส่วนฟ้องตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 243 (1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากโรงเรือนและที่ดินพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากโรงเรือนและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องกับขอให้บังคับโจทก์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงเรือนและที่ดินโฉนดเลขที่ 12567 เลขที่ดิน 13 ตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งมอบโรงเรือนและที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 900 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะส่งมอบโรงเรือนและที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลขาดไป 850 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เสร็จแล้วจึงให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปได้ ศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้จำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2556 เวลา 9 นาฬิกา และสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนหรือภายในวันนัดปรากฏว่าในการส่งหมายให้จำเลยทั้งสองโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับมีบุคคลอายุเกินยี่สิบปีเป็นผู้รับหมายนัดไว้แทนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2556 นอกจากนั้นทนายจำเลยทั้งสองยังรับหมายนัดไว้เองเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 เช่นกัน

เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยทั้งสองไม่มาและไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ต้องไปทำงานที่จังหวัดชุมพร ส่วนจำเลยที่ 2 ทำงานที่กรุงเทพมหานคร นางสาวกรรณิการ์ บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหมายไว้แทน แต่นางสาวกรรณิการ์เพิ่งเปิดอ่านหมายนัดก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยทั้งสองจึงทราบวันนัดอย่างกะทันหัน ประกอบกับขณะนางสาวกรรณิการ์โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบวันนัดนั้นก็บอกแต่เพียงว่าให้มาศาลไม่ได้บอกรายละเอียดว่าให้มาทำอะไรที่ศาลบ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ทราบว่าต้องมาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนเสียก่อนนั้น

เห็นว่า ในการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลได้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงถือว่าหมายนัดที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานไปรษณีย์นำส่ง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองและนางสาวกรรณิการ์ ซึ่งมีอายุเกินยี่สิบปีเป็นผู้รับหมายนัดถึงจำเลยทั้งสองไว้ ถือว่าได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนหรือภายในวันนัดแก่จำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ประกอบมาตรา 76 วรรคหนึ่ง การที่นางสาวกรรณิการ์รับหมายนัดซึ่งเป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับของศาลที่ส่งถึงมารดาและน้าตามวิญญูชนนางสาวกรรณิการ์ย่อมตระหนักดีว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบแจ้งให้มารดาและน้าทราบโดยเร็ว ตามเอกสารใบตอบรับไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนปรากฏว่านางสาวกรรณิการ์รับหมายนัดไว้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2556 ก่อนถึงวันนัดของศาลชั้นต้นกว่า 50 วัน ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่านางสาวกรรณิการ์โทรศัพท์แจ้งว่ามีหมายนัดให้มาศาลก่อนถึงวันนัดประมาณ 2 ถึง 3 วัน จึงเป็นเรื่องผิดปกติทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อให้ทนายจำเลยทั้งสองมาศาลในวันนัดเพื่อให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงถึงเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ศาลทราบอีกทั้งทนายจำเลยทั้งสองก็ทราบวันนัดแต่ไม่มาศาลเช่นกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนก่อนหรือภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ตามที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไว้ ถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองส่วนรวมกันเป็นเงิน 1,750 บาท

เมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 900 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาคดีในส่วนฟ้องตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ เพราะคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 243 (1)

อนึ่ง ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 5,000 บาท เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนฟ้องของโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณารวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิจิตร วิสุชาติ · จินดา ปัณฑะโชติ · ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลล่าง
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช - นายทัดเทพ จุทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษฎิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1791/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ24/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ91/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้