Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2557 (เลขอ้างอิง 571547)

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับกับคดีนี้บัญญัติไว้ความว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้" ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 8 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปสามรายการ รวมเป็นเงิน 45,000 บาท ไปแล้ว โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่ ฉ. ผู้ขับรถโดยสารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ และย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ต้องร่วมกันรับผิดกับ ฉ. ได้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยรถโดยสารไว้ต่อจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิด จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 4 ได้ด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรก โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 179,687 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันชำระเงิน 228,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 144,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,248,338 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และร่วมกันชำระเงิน 360,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ สำนวนที่สอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ ที่ 1 นายฉลอง ที่ 2 และบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 3 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอาจินต์ ที่ 1 และบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ในการพิจารณาและพิพากษารวมกัน ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกนางสำเนียง โจทก์ที่ 1 และนายสำราญ โจทก์ที่ 2 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ เรียกบริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด โจทก์สำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 8 เรียกนายอาจินต์ จำเลยที่ 1 สำนวนแรกและสำนวนที่สองและจำเลยร่วมที่ 1 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัทเฉลิมชัยณัฐพงษ์เดินรถ จำกัด จำเลยที่ 2 สำนวนแรกและสำนวนที่สองและจำเลยที่ 3 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 3 สำนวนแรก

จำเลยร่วมที่ 3 สำนวนที่สองและจำเลยร่วมที่ 2 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 4 สำนวนแรก จำเลยที่ 3 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 4 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ จำเลยร่วมสำนวนแรก จำเลยร่วมที่ 1 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 1 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5 และเรียกนายฉลอง จำเลยร่วมที่ 2 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 2 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 7

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 458,338 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 รวม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องสำนวนที่สองวันที่ 6 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องสำนวนที่สามวันที่ 1 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งแปดชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนแรก 10,000 บาท สำนวนที่สอง 5,000 บาท และสำนวนที่สาม 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกินกว่าที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ - 8522 พระนครศรีอยุธยา ซึ่งโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ที่ 8 ทั้งประเภทประกันภัยค้ำจุนและประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

โจทก์ที่ 2 เป็นสามีของนางสังวรณ์ โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นบุตรของนางสังวรณ์กับโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 6 และที่ 7 เป็นมารดาและบิดาของนายสำเริง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0343 สระบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปแล่นร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งจึงมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยใช้แล่นรับส่งพนักงานของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถโดยสารจากจำเลยที่ 5 ทั้งประเภทประกันภัยค้ำจุนและประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ด้วย รถทั้งสองคันดังกล่าวเฉี่ยวชนกันที่สี่แยกบางนมโค ตำบลบางนมโค

อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายเฉลิมไม่ทราบชื่อสกุลผู้ขับรถโดยสารหลบหนี โจทก์ที่ 1 ผู้ขับรถกระบะและโจทก์ที่ 4 ผู้โดยสารมากับรถกระบะ ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ที่ 6 ผู้โดยสารมากับรถกระบะได้รับอันตรายแก่กาย นางสังวรณ์ นายสำเริงและนายชูชาติ ผู้โดยสารมากับรถกระบะถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาประกันภัยตามตารางกรมธรรม์ทั้งสี่ฉบับ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 6 เป็นทั้งหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ก็ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นนายจ้างของนายเฉลิม จำเลยที่ 5 ย่อมไม่ต้องรับผิด

จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งโดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อแรกว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ไม่หยุดรถก่อนเข้าสี่แยกที่เกิดเหตุเพื่อให้รถโดยสารที่นายเฉลิมขับแล่นผ่านสี่แยกไปก่อน

โจทก์ที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อหรือมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยนั้น เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1 และที่ 6 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า โจทก์ที่ 1 ได้หยุดรถก่อนเข้าสี่แยกที่เกิดเหตุโดยตรวจสอบด้านขวาและซ้ายเห็นแสงไฟรถโดยสารอยู่ห่าง 150 เมตร จึงขับรถเข้าสี่แยกขณะที่ส่วนหัวของรถกระบะผ่านสี่แยกแล้ว แต่ส่วนท้ายรถกระบะยังอยู่ในสี่แยกจึงถูกรถโดยสารชนส่วนท้าย ตามภาพถ่ายและแผนที่สังเขป โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังตามพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ว่า รถกระบะมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนรถโดยสาร เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วไม่มีรถอยู่ในสี่แยก จึงขับรถเข้าสี่แยก

โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้หยุดรถกระบะเพื่อให้รถโดยสารผ่านไปก่อนดังที่อ้างมาในฎีกา แต่เมื่อนายเฉลิมขับรถโดยสารมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุภายหลังรถกระบะและเห็นมีรถกระบะอยู่ในสี่แยก นายเฉลิมต้องหยุดรถเพื่อให้รถกระบะผ่านไปได้ด้วยความปลอดภัย แต่นายเฉลิมกลับขับรถเข้าสี่แยกมาจนเป็นเหตุให้ชนรถกระบะของโจทก์ที่ 1 เหตุรถชนกันจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเฉลิมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อต่อไปซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ต้องนำเงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนางสังวรณ์

สำหรับความเสียหายที่นางสังวรณ์เสียชีวิต เงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 4 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย และเงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะทายาทของนายสำเริง สำหรับความเสียหายที่นายสำเริงเสียชีวิตซึ่งเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปหักออกจากความรับผิดของจำเลยที่ 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ต้องนำเงินสามจำนวนดังกล่าวไปหักออกด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ตามตารางกรมธรรม์ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวกำหนดความรับผิดของโจทก์ที่ 8 และจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย

ดังนี้ ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์ที่ 8 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 50,000 บาท ต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 80,000 บาท เมื่อรวมกับความรับผิดตามตารางกรมธรรม์เข้าด้วยแล้ว โจทก์ที่ 8 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 100,000 บาท และต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 100,000 บาท เช่นกัน สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 เมื่อพิจารณาตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและตารางกรมธรรม์ ประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 4 และอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 4 แล้ว ก็กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 4 เช่นเดียวกันกับความรับผิดของโจทก์ที่ 8 ดังกล่าว

นั่นคือ จำเลยที่ 4 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 100,000 บาท และต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 100,000 บาท เช่นกัน ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติต่อไปว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่าที่นำมาฟ้อง โดยจ่ายตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ดังนี้ จ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ที่ 1 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนางสังวรณ์สำหรับความเสียหายที่นางสังวรณ์เสียชีวิต 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 13,474 บาท แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะทายาทของนายสำเริงสำหรับความเสียหายที่นายสำเริงเสียชีวิต 15,000 บาท แก่นางเอมอร

สำหรับความเสียหายที่นายชูชาติเสียชีวิต 15,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นอีก 65,000 บาท รวม 80,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 8 ยังได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินคือ รถกระบะ ตามตารางกรมธรรม์ เป็นค่าลากรถกระบะ 1,200 บาท และค่าซ่อมแซมรถกระบะ 85,000 บาท รวมแล้วโจทก์ที่ 8 จ่ายไปทั้งหมดเป็นเงิน 239,674 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งแปดดังนี้ โจทก์ที่ 1 ค่าเสียหายเกี่ยวกับรถกระบะ 50,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 56,687 บาท รวม 106,687 บาท โจทก์ที่ 2 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่าปลงศพนางสังวรณ์ 80,000 บาท รวม 180,000 บาท โจทก์ที่ 3 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท

โจทก์ที่ 4 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 358,338 บาท รวม 458,338 บาท โจทก์ที่ 5 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท โจทก์ที่ 6 และที่ 7 กำหนดให้รวมกัน ค่าขาดไร้อุปการะ 120,000 บาท และค่าปลงศพนายสำเริง 80,000 บาท รวม 200,000 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 8 กำหนดให้เต็มตามที่โจทก์ที่ 8 ฟ้อง จำนวน 239,674 บาท ค่าสินไหมทดแทนจำนวนและรายการอื่นนอกจากที่เป็นปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ไม่มีปัญหาให้วินิจฉัยในชั้นฎีกา คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะค่าเสียหายของโจทก์ที่ 8 สามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาเท่านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับกับคดีนี้บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด ให้บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 8 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีการวมเป็นเงิน 45,000 บาท ไปแล้ว โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่นายเฉลิมผู้ขับรถโดยสารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้และย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ต้องร่วมกันรับผิดกับนายเฉลิมได้ด้วย

เมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยรถโดยสารไว้ต่อจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิด จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 4 ได้ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระเงินสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาแก่โจทก์ที่ 8 โดยต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดชำระเงินสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาแก่โจทก์ที่ 8 และเมื่อจำเลยที่ 4 รับผิดชำระเงินสามรายการนี้แก่โจทก์ที่ 8 แล้ว ก็ต้องนำไปหักออกจากจำนวนที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 หากไม่นำไปหักออกย่อมทำให้จำเลยที่ 4 ต้องชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามตารางกรมธรรม์ ซึ่งเมื่อนำไปคิดหักให้แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 85,000 บาท

ต่อโจทก์ที่ 4 จำนวน 85,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 6 และที่ 7 จำนวน 85,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำไปหักให้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น จำต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ และเนื่องจากมีคู่ความฝ่ายละหลายคน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีเห็นสมควรพิพากษาเรียงลำดับเสียใหม่ให้ชัดเจน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 4 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 8 ซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 239,674 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,992.50 บาท แต่จำเลยที่ 4 เสียมา 16,160 บาท เกินกว่าที่ต้องเสีย 10,167.50 บาท ต้องคืนส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 4

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 458,338 บาท และแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 รวมกัน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องชำระดังกล่าว ให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระในต้นเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 (ในฐานะทายาทนางสังวรณ์ ผู้เสียชีวิต) 85,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 85,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 (ในฐานะทายาทนายสำเริง ผู้เสียชีวิต) 85,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ร่วมรับผิดนับแต่วันที่ร่วมรับผิดในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 10,167.50 บาท แก่จำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · วิรุฬห์ แสงเทียน · อภิรัตน์ ลัดพลี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชัย ตัญศิริ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ209-210/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1625/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ958/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1878/2566

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกันกับการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด เมื่อกรมธรรม์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2561

โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่ ด. เป็นผู้ขับ รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีที่ ช. เสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้อุปการะ ซึ่งข้อเท็จจร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2561

ร. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2559

ช. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้