Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57100)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหา ซึ่งยุติในชั้นอุทธรณ์แล้ว และฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องไม่ได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แต่เป็นการออกเพื่อค้ำประกันหนี้จึงไม่มีความผิด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 คงรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.2จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ได้อ้างว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ดังนี้จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาอายุความดังกล่าว ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ตามลำดับแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาเช่นนั้นได้ ปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ อีกทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนด้วยจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ได้ส่วนฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คชำระหนี้หรือค้ำประกันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ มีผู้ลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ตัวคำร้อง(อันดับ 177)ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิด 4 กระทง เรียงกระทงลงโทษ ปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปีรวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 สองกรรมแรก จำคุกกรรมละ 8 เดือน สองกรรมหลังจำคุกกรรมละ 6 เดือน รวมจำคุก 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3ดังกล่าว (อันดับ 175)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 177)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ดังกล่าวก็ชอบที่จะฎีกาคัดค้านในชั้นนั้นแต่ปรากฏว่าจำเลย มิได้ฎีกา ปัญหา ข้อนี้จึงยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นมาฎีกา ในชั้นนี้อีกไม่ได้ส่วนปัญหาตามฎีกาข้อ 2.3 ของจำเลยที่ว่า เช็คพิพาทออกให้เพื่อชำระหนี้หรือเพื่อค้ำประกันหนี้นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 นำไปขายไว้แก่โจทก์ร่วม เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ก็น่าจะออกเพียงฉบับเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสั่งจ่ายเช็คถึง 4 ฉบับ และการที่เช็คพิพาททั้ง4 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกันเท่ากับจำนวนตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เอกสารหมาย จ.ร.1ถึงจ.ร.4 แสดงว่าออกเพื่อค้ำประกัน เพราะถ้าออกเพื่อชำระหนี้ จำนวนเงินตามเช็คพิพาทต้องสูงกว่า จำนวนเงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เพราะมีดอกเบี้ย เกิดขึ้น เห็นได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 3016/2535พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัดโจทก์บริษัทสันตินคร จำกัด กับพวกจำเลยบริษัทสันตินคร จำกัด ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนางสมถวิล ลีชัยสิทธิ์ ที่ 2 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหา ซึ่งยุติในชั้นอุทธรณ์แล้ว และฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องไม่ได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แต่เป็นการออกเพื่อค้ำประกันหนี้จึงไม่มีความผิด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 คงรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.2จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ได้อ้างว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ดังนี้จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาอายุความดังกล่าว

ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ตามลำดับแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาเช่นนั้นได้ ปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ อีกทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนด้วยจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ได้ส่วนฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คชำระหนี้หรือค้ำประกันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ มีผู้ลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ตัวคำร้อง(อันดับ 177)ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิด 4 กระทง เรียงกระทงลงโทษ ปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปีรวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 สองกรรมแรก จำคุกกรรมละ 8 เดือน สองกรรมหลังจำคุกกรรมละ 6 เดือน รวมจำคุก 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3ดังกล่าว (อันดับ 175)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 177)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ดังกล่าวก็ชอบที่จะฎีกาคัดค้านในชั้นนั้นแต่ปรากฏว่าจำเลย มิได้ฎีกา ปัญหา ข้อนี้จึงยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นมาฎีกา ในชั้นนี้อีกไม่ได้ส่วนปัญหาตามฎีกาข้อ 2.3 ของจำเลยที่ว่า

เช็คพิพาทออกให้เพื่อชำระหนี้หรือเพื่อค้ำประกันหนี้นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 นำไปขายไว้แก่โจทก์ร่วม เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ก็น่าจะออกเพียงฉบับเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสั่งจ่ายเช็คถึง 4 ฉบับ และการที่เช็คพิพาททั้ง4 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกันเท่ากับจำนวนตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เอกสารหมาย จ.ร.1ถึงจ.ร.4 แสดงว่าออกเพื่อค้ำประกัน เพราะถ้าออกเพื่อชำระหนี้ จำนวนเงินตามเช็คพิพาทต้องสูงกว่า จำนวนเงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เพราะมีดอกเบี้ย เกิดขึ้น เห็นได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตัน เวทไว · สมาน เวทวินิจ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้