Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยเพียงคำเบิกความของประจักษ์พยานเพียงปากเดียวนั้น คำเบิกความของประจักษ์พยานต้องมีน้ำหนักมั่นคง ประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟังพอจะลงโทษจำเลยได้ คำเบิกความของ น. ประจักษ์พยานโจทก์ปากเดียวที่เบิกความว่า เห็นจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไปโดย ศ. บุตร น. ก็เห็นเหตุการณ์ด้วยแม้การที่โจทก์ไม่นำ ศ. เข้าเบิกความจะไม่เป็นข้อพิรุธ แต่คำเบิกความของ น. มีข้อพิรุธขัดต่อเหตุผลอยู่หลายตอนคือ น. ยืนยันว่า ผู้เสียหายวางกระเป๋าสตางค์ไว้ที่เขียงสับหมูแต่เมื่อน.ตอบคำถามศ. ว่ากระเป๋าสตางค์ดังกล่าวน่าจะเป็นของจำเลย แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในข้อเท็จจริง จึงไม่ตอบว่าเป็นของผู้เสียหาย และเมื่อ น. เห็นจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ไปไม่ได้ทักท้วง ซึ่งเป็นการขัดต่อวิสัยและเหตุผล เพราะผู้เสียหายเป็นลูกค้าประจำ ส่วน น. มีอาชีพค้าขายตามวิสัยย่อมต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า นอกจากนี้ น. เบิกความเกี่ยวกับธนบัตรที่ผู้เสียหายจ่ายเป็นค่าก๋วยเตี๋ยวว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 50 บาท แตกต่างกับผู้เสียหายที่เบิกความว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท 3 ใบ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ส่วนที่ น. บอกผู้เสียหายว่าจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ผู้เสียหายไป หรือพาเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านจำเลย หาเป็นเหตุผลให้รับฟังว่า น. เห็นจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไป และการจับกุมจำเลยไม่พบกระเป๋าสตางค์หรือของกลางใด ๆ จากจำเลย ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 770 บาท แก่ผู้เสียหายด้วยจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 770 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางนวลละออง สกุลปทุมทอง เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความว่า เมื่อพยานทำก๋วยเตี๋ยวเสร็จผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้พยาน ผู้เสียหายได้วางกระเป๋าสตางค์ไว้ที่เขียงสับหมูซึ่งอยู่ข้างตัวพยานบนรถเข็นแต่พยานมองไม่เห็นตอนที่ผู้เสียหายวางกระเป๋าสตางค์ไว้ หลังจากผู้เสียหายถือชามก๋วยเตี๋ยวไปนั่งรับประทานแล้ว จำเลยได้มาสั่งโอเลี้ยง 1 แก้ว แล้วถือแก้วโอเลี้ยงไปนั่งดื่มที่เก้าอี้ใกล้กับนายศุภฤกษ์ สกุลปทุมทอง บุตรชายของพยานซึ่งนั่งอยู่ห่างจากรถเข็นประมาณ 3 เมตร นายศุภฤกษ์ได้ถามพยานว่ากระเป๋าสตางค์ซึ่งวางไว้อยู่ข้างเขียงหมูสับเป็นของใคร

พยานตอบว่าน่าจะเป็นของจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที จำเลยได้ถือแก้วโอเลี้ยงมาเติมน้ำที่รถเข็นและจ่ายเงินให้พยาน 5 บาท แล้วยืนดื่มอยู่ข้าง ๆ พยานติดกับบริเวณที่กระเป๋าสตางค์วางอยู่ สักครู่หนึ่งพยานเห็นจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวไป และนายศุภฤกษ์ก็เห็นจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวไปด้วย โดยนายศุภฤกษ์บอกว่าได้ยินจำเลยพูดว่ากระเป๋าสตางค์ดังกล่าวเป็นของน้าเอง ซึ่งหมายความว่าเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ไป พยานไม่ได้ทักท้วงจำเลย เพราะพยานคิดว่ากระเป๋าสตางค์เป็นของจำเลยดังนี้ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางนวลละอองนี้ยังมีนายศุภฤกษ์บุตรชายของนางนวลละอองอีก 1 คน ที่เห็นจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไปแต่โจทก์ก็มิได้นำเอานายศุภฤกษ์มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน

แม้จะไม่เป็นข้อพิรุธดังโจทก์ฎีกาก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยแต่เพียงคำเบิกความของนางนวลละอองเพียงปากเดียว คำเบิกความของนางนวลละอองนั้น จะต้องมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟังพอที่จะลงโทษจำเลยได้ แต่เมื่อพิเคราะห์จากคำเบิกความดังกล่าวแล้วเห็นว่ายังมีพิรุธขัดต่อเหตุผลอยู่หลายตอน ทำให้คำเบิกความไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังเป็นความจริงได้ กล่าวคือ นางนวลละอองเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายได้วางกระเป๋าสตางค์ไว้ที่เขียงสับหมู แต่ไม่เห็นตอนที่ผู้เสียหายวางกระเป๋าสตางค์ไว้นั้น ก็แสดงว่านางนวลละอองทราบดีว่ากระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่ที่เขียงสับหมูนั้นเป็นของผู้เสียหายในพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดรวมทั้งจำเลยได้นำกระเป๋าสตางค์มาวางไว้ที่เขียงสับหมูอีก

ฉะนั้น เมื่อนางนวลละอองตอบคำถามของนายศุภฤกษ์ว่ากระเป๋าสตางค์น่าจะของนางมะปรางซึ่งหมายถึงจำเลยแล้วนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในข้อเท็จจริงที่นางนวลละอองเห็น จึงไม่ตอบนายศุภฤกษ์ว่ากระเป๋าสตางค์นั้นเป็นของผู้เสียหาย นอกจากนี้เมื่อนางนวลละอองเห็นจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ดังกล่าวไป นางนวลละอองก็ไม่ได้ทักท้วงนั้น ก็นับว่าเป็นการขัดต่อวิสัยและเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงได้ความจากนางนวลละอองและผู้เสียหายว่านางนวลละอองมีอาชีพค้าขายอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว ส่วนผู้เสียหายก็เป็นลูกค้าประจำของนางนวลละออง รู้จักกันจนผู้เสียหายเรียกนางนวลละอองว่า "ป้านวล" ซึ่งตามธรรมดาวิสัยของแม่ค้าย่อมจะดูแลรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าประจำ

นางนวลละอองจะอ้างว่าเข้าใจว่ากระเป๋าสตางค์เป็นของจำเลยนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะนางนวลละอองก็รู้อยู่ว่าผู้เสียหายเป็นผู้วางกระเป๋าสตางค์นั้นไว้ ฉะนั้นการที่นางนวลละอองไม่ได้ทักท้วงน่าเชื่อว่านางนวลละอองไม่เห็นจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไปนั่นเอง ยังมีข้อพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อถือในถ้อยคำของนางนวลละอองอีกคือ นางนวลละอองเบิกความตอบคำถามค้านว่า ผู้เสียหายจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวให้พยานเป็นธนบัตรฉบับละ 50 บาท ซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งตอบคำถามค้านว่า ผู้เสียหายจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท รวม 3 ใบ ข้อแตกต่างและขัดกันดังกล่าวนี้หาเป็นพลความดังโจทก์ฎีกาไม่ เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นจะเป็นเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อถือและฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุนั้นผู้เสียหายได้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวจากนางนวลละอองและได้วางกระเป๋าสตางค์ไว้ที่เขียงสับหมูบนรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวของนางนวลละอองจริงหรือไม่

เพราะตามธรรมดาแม่ค้ากับลูกค้าประจำย่อมจะต้องเอาใจใส่ต่อกันเป็นพิเศษ ฉะนั้น หากนางนวลละอองกับผู้เสียหายเบิกความตรงกันว่า ผู้เสียหายจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวเป็นธนบัตรฉบับละ 50 บาท หรือเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท รวม 3 ฉบับ ก็จะเป็นเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นได้ และเหตุผลดังกล่าวก็จะเป็นผลให้คำเบิกความของนางนวลละอองประจักษ์พยานปากเดียวของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้น่ารับฟังได้ ส่วนการที่นางนวลละอองบอกผู้เสียหายว่าจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไปหรือพาเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านจำเลยนั้น ก็หาเป็นเหตุผลจะให้รับฟังว่านางนวลละอองเห็นจำเลยหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไปจริงไม่

เพราะคำเบิกความของนางนวลละอองเกี่ยวกับการเห็นดังกล่าวในตอนเห็นจำเลยหยิบกระเป๋าสตางค์ไปนั้นขัดต่อเหตุผลฟังไม่ได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจจับกระเป๋าสตางค์หรือของกลางใด ๆ ไม่ได้จากจำเลยประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีดี รุ่งวิสัย · กนก พรรณรักษา · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้