Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองได้ย้ายไปจากบ้านเลขที่ 252 ไปมีภูมิลำเนา อยู่ที่อื่นแล้ว บ้านเลขที่ดังกล่าวจึงมิใช่ภูมิลำเนาของ จำเลยทั้งสอง โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองย้ายไป อยู่ที่อื่นด้วยเหตุผลใด และการที่ยังมีชื่อของจำเลยทั้งสอง ในทะเบียนบ้านดังกล่าวด้วยเหตุผลเพียงไม่ได้แจ้งย้ายชื่อ ออกไปเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ทำให้บ้านหลังดังกล่าวยังคง เป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง เหตุนี้การส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 252 จึงเป็นการไม่ชอบ และย่อมไม่มีทางที่จำเลยทั้งสองจะทราบว่าตนได้ถูกโจทก์ฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยาน จะถือว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือจงใจขาดนัดพิจารณาย่อมไม่ได้ เมื่อคดีไม่ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณา คดีใหม่นั้นได้มีการออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้แก่ จำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา จึงยังไม่มีวันเริ่มต้น และวันสิ้นสุดที่จะนับกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอ ให้พิจารณาใหม่ได้ คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีทางชนะคดีโจทก์ เพราะความจริงจำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์มิได้เกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้มี นิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน และได้แสดงเหตุผลต่าง ๆ ว่า ข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามที่โจทก์ฟ้อง และปรากฏตามสำเนา หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องของโจทก์ว่ามีแต่เฉพาะ จำเลยทั้งสองเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายซื้อที่ดิน ตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่ปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อด้วยเลยถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุ ที่จำเลยทั้งสองจะชนะคดีโจทก์หรืออีกนัยหนึ่งเท่ากับ จำเลยทั้งสองคัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลที่ให้โจทก์ ชนะคดีจำเลยทั้งสองโดยฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นการไม่ถูกต้องนั้นเอง คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เฉพาะส่วนของโจทก์จำนวน 5 ไร่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยทั้งสองและโจทก์ร่วมกันซื้อจากนางพันทิพา อุทัยสุข โดยโจทก์ให้จำเลยทั้งสองลงชื่อในสัญญาดังกล่าวแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทจำนวน 5 ไร่ ตามฟ้องให้โจทก์ในราคาไร่ละ 25,000 บาท หรือมิฉะนั้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าถูกฟ้องและไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน ไม่เคยกลับมาภูมิลำเนาตามคำฟ้องของโจทก์เลยหากจำเลยทั้งสองทราบว่าถูกฟ้องจะต้องต่อสู้คดีอย่างแน่นอนเพราะคดีของจำเลยทั้งสองมีทางชนะได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขอให้ไต่สวนคำร้องและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์คำสั่ง สำเนาให้แก่โจทก์ ให้จำเลยนำส่งใน 7 วันหากส่งไม่ได้ให้แถลงใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์วันที่ 24 มกราคม 2537 หัวหน้าฝ่ายเดินหมายและประกาศสำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ไม่ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบว่า จำเลยได้ยื่นคำแถลงภายใน 7 วันตามคำสั่งของศาลหรือไม่ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบแล้วรายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 ว่า จำเลยไม่ได้ยื่นคำแถลงขอปิดหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งให้จำเลยแถลงหากส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานเดินหมายได้นำหมายไปส่งตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2537 แล้วส่งไม่ได้จำเลยมิได้แถลงขอให้ศาลดำเนินการอย่างไรต่อไป จึงถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่งตามคำสั่งของศาลลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นแจ้งผลการส่งหมายแก่จำเลยทราบและดำเนินการต่อไปศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาต่อไปศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมจำเลยที่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 252 หมู่ที่ 15 ตำบลแสนสุขอำเภอเมืองชลบุรี

จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 15/9หมู่ที่ 3 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดเดียวกันต่อมาจำเลยทั้งสองได้อยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยาเมื่อปี 2525โดยจำเลยที่ 2 มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 1ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่หมู่ที่ 3ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยที่จำเลยทั้งสองยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าวข้างต้นตลอดมามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของจำเลยทั้งสองหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่เดิมตามฟ้องไม่ได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองตามที่อยู่ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวชอบแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่พ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่ได้กล่าวโดยละเอียดว่าจำเลยทั้งสองมีทางที่จะชนะคดีโจทก์ได้อย่างไร ไม่ควรที่ศาลจะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามคำฟ้องของโจทก์ แต่เฉพาะจำเลยที่ 2โจทก์ได้แถลงยอมรับในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่9 มิถุนายน 2532 ตรงตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่กับจำเลยที่ 1ที่บ้านเลขที่ 252 หมู่ที่ 15 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี แล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 15/9 หมู่ที่ 3 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี

อีกต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการเดินหมายของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่การส่งหมายครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 และครั้งต่อ ๆ มาว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปส่งหมายเรียกหรือหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 252 หมู่ที่ 15ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีนั้น เจ้าหน้าที่ไม่เคยพบเห็นจำเลยทั้งสองเลย คนที่อยู่ในบ้านและคนข้างบ้านแจ้งว่าจำเลยทั้งสองได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว และบางคนก็ไม่รู้จักจำเลยทั้งสอง และแม้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วในการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ตลอดจนหมายนัดต่าง ๆให้แก่จำเลยทั้งสองก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เคยได้พบเห็นจำเลยทั้งสองที่บ้านดังกล่าว ความละเอียดปรากฏตามรายงานการเดินหมายของเจ้าหน้าที่ในสำนวน

หากจำเลยทั้งสองยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 จริง การส่งหมายเรียกและหมายนัดต่าง ๆ ให้แก่จำเลยทั้งสองได้กระทำหลายครั้งเจ้าหน้าที่คงจะได้พบเห็นจำเลยทั้งสองหรือบุคคลในครัวเรือนของจำเลยทั้งสองบ้าง แต่ก็หามีปรากฏไม่ ได้ความจากจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้ย้ายออกจากบ้านตามฟ้องไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่ปลายปี 2526 และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำนอง เจ้าหนี้ได้ฟ้องบังคับจำนองและยึดทรัพย์ที่จำนองคือที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวขายทอดตลาดให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว เมื่อปลายปี 2527บ้านพร้อมที่ดินจึงมิใช่ของจำเลยที่ 1 และมิได้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป รายละเอียดปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 618/2526 ของศาลชั้นต้น

เหตุนี้ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า บ้านเลขที่ 252 หมู่ที่ 15 ตำบลแสนสุขอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และบ้านเลขที่ 15/9หมู่ที่ 3 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีมิใช่ถิ่นที่อยู่ของจำเลยทั้งสองในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจึงมีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคง ฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจำเลยทั้งสองได้ย้ายไปจากบ้านเลขที่ 252หมู่ที่ 15 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีไปมีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นแล้ว บ้านเลขที่ดังกล่าวจึงมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองย้ายไปอยู่ที่อื่นด้วยเหตุผลใดและการที่ยังมีชื่อของจำเลยทั้งสองในทะเบียนบ้านดังกล่าวด้วยเหตุผลเพียงไม่ได้แจ้งย้ายชื่อออกไปเพียงอย่างเดียว

หาทำให้บ้านหลังดังกล่าวยังคงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองแต่ประการใดไม่ เหตุนี้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 252 หมู่ที่ 15 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี จึงเป็นการไม่ชอบ และย่อมไม่มีทางที่จำเลยทั้งสองจะทราบว่าตนได้ถูกโจทก์ฟ้อง ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานจะว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือจงใจขาดนัดพิจารณาย่อมไม่ได้ คดีไม่ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นได้มีการออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา จึงยังไม่มีวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดที่จะนับกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ได้และเมื่อพิเคราะห์เนื้อความตามคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองแล้ว

การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีทางชนะคดีโจทก์ เพราะความจริงจำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์มิได้เกี่ยวข้องจำเลยทั้งสองมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน และได้แสดงเหตุผลต่าง ๆว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามที่โจทก์ฟ้อง และปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องของโจทก์ว่ามีแต่เฉพาะจำเลยทั้งสองเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายซื้อที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องไม่ปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อด้วยเลย ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุที่จำเลยทั้งสองจะชนะคดีโจทก์ หรืออีกนัยหนึ่งเท่ากับจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลที่ให้โจทก์ชนะคดีจำเลยทั้งสองโดยฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ถูกต้องนั่นเอง คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 และมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณาพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุพล พันธุมโน · วุฒิ คราวุฒิ · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้