Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5696/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส จำเลยได้นำทรัพย์พิพาทไปจำนองไว้กับธนาคาร เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของ ส. บุตรของจำเลยและผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องให้ความยินยอม หนี้จำนองที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสจึงถือเป็นหนี้ร่วมกันที่จำเลยกับผู้ร้องต้องรับผิดร่วมกัน ส. ถูกธนาคารฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ จำเลยกลัวว่าทรัพย์พิพาทจะถูกยึดจึงขอกู้เงินจากโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อไถ่ถอนจำนอง เมื่อหนี้จำนองเป็นหนี้ร่วมกันและเงินที่นำไปชำระหนี้จำนองก็เป็นส่วนหนึ่งของหนี้ตามฟ้อง ซึ่งผู้ร้องกับจำเลยจะต้องรับผิดร่วมกัน ผู้ร้องเป็นภริยาของจำเลยไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วน.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 250,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 5908 พร้อมส่ิงปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยโดยได้จดทะเบียนสมรสกัน อยู่กินเป็นสามีภรรยากันที่บ้านเลขที่ 165 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดดังกล่าว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยได้ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกันตลอดมา

ผู้ร้องไม่เคยรู้เห็นหรือให้ความยินยอมในการที่จำเลยกู้เงินจากโจทก์ จึงขอกันส่วนเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้เป็นของผู้ร้องกึ่งหนึ่งโจทก์คัดค้านว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดในคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพียงผู้เพียว จำเลยกู้เงินโจทก์เพื่อไปประกอบอาชีพร่วมกับผู้ร้อง นำรายได้มาอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลในครอบครัวและการศึกษาของบุตร โดยความรู้เห็นและยินยอมของผู้ร้องผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันส่วนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2514 ตามเอกสารหมายร.1 ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2529 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น

จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2529 จนกว่าชำระเสร็จ หนี้ถึงกำหนดแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามเอกสารหมาย ร.2 พร้อมบ้าน 1 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ มีปัญหาว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของจำเลยจะร้องขอกันส่วนเอาเงินจากการขายทอดตลาดไว้เป็นส่วนของผู้ร้องครึ่งหนึ่งได้หรือไม่ เฉพาะทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำยึดมีอยู่2 สิ่ง คือบ้านและที่ดิน ผู้ร้องและจำเลยเบิกความเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทเป็นทำนองเดียวกันว่า เมื่อผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปีพ.ศ. 2514 แล้ว ได้ร่วมกันซื้อที่ดินมา 1 แปลง ตามเอกสารหมาย

ร.2ต่อมาระหว่างปี พ.ศ. 2515-2517 ได้ปลูกบ้านบนที่ดินแปลงดังกล่าว1 หลัง ใช้สำหรับอยู่อาศัยตลอดมา สรุปแล้วทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาในระหว่างสมรส ทรัพย์สินพิพาทจึงเป็นสินสมรสนอกจากนี้แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยต่อไปอีกว่า ต่อมาจำเลยได้นำทรัพย์พิพาทไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัดเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนางสุภิญญาบุตรของจำเลยและผู้ร้องเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท ขณะที่จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองค้ำประกันนั้นผู้ร้องได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ผู้ร้องได้ให้ความยินยอมด้วย หนี้จำนองที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นหนี้ร่วมกัน ซึ่งจำเลยและผู้ร้องจะต้องรับผิดร่วมกัน

ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องการค้ำประกันดังกล่าวว่า จำเลยต้องชำระหนี้แทนนางสุภิญญาโดยต้องไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 60,000 บาทสำหรับจำนวนเงิน 60,000 บาท ที่นำไปไถ่ถอนจำนองนั้น จำเลยอ้างว่าจำเลยยืมมาจากนายเพชรพ่อตาโจทก์ แต่โจทก์โต้เถียงว่า จำเลยยืมเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ไม่ใช่ยืมจากนายเพชร เฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนนี้... มีเหตุผลเชื่อได้ว่า จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์ไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด เพื่อไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทมาจริงเมื่อหนี้จำนองเป็นหนี้ร่วมกันตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นและเงินที่นำไปชำระหนี้จำนองดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของหนี้ตามฟ้องด้วย ซึ่งผู้ร้องกับจำเลยจะต้องรับผิดร่วมกัน ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาจำเลยจึงไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนเอาเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไว้เป็นส่วนของผู้ร้องครึ่งหนึ่ง..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร เดชศิริ · เดชา สุวรรณโณ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2532

ที่ดินที่จำเลยได้รับมาหลังจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ที่ได้ ตรวจ ชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้ บังคับแล้ว แม้จำเลยกับผู้ร้องจะสมรสกันก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ ตรวจ ชำระใหม่ พ.ศ. 25…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2725/2528

ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยไปยืมเงินโจทก์มาเพื่ออุปการะเลี้ยงดูและเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งเป็นหนี้ร่วมผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันส่วนในสินสมรสที่โจทก์นำยึดมาขายทอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4963/2558

จำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ไปจำนองเป็นประกันหนี้แก่ธนาคาร ท. โดยผู้ร้องลงชื่อเป็นพยานในการทำนิติกรรม แสดงให้เห็นถึงผู้ร้องได้ทราบดีแล้วว่าจำเลยที่ 3 จะนำสินสมรสไปจำนองเป็นประกันหนี้ การทำนิติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6686/2552

ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. การที่ ส. กู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวนมาก น่าเชื่อว่านำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและให้การศึกษาบุตร ทั้งยังต้องใช้เงินรักษาตัวเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง ส. นำโฉนดที่ดินไปวางเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6244/2550

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1522 กำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น แม้จำเลยมิได้ฟ้องแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้