Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องและศาลรับคำฟ้องแล้วศาลย่อมนัดชี้สองสถานไปได้โดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันเท่านั้นไม่ต้องนับจากวันที่จำเลยที่1มีสิทธิยื่นคำให้การซึ่งจะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็นทั้งก็ไม่ทำให้จำเลยที่1และที่3ต้องเสียเปรียบเพราะจำเลยที่1สามารถแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาทหรือตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาทต่อศาลได้เมื่อศาลชี้สองสถานแล้วจำเลยที่1และที่3ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลไม่ถูกต้องอย่างไรการกำหนดวันชี้สองสถานของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยที่1เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจำเลยที่1ไม่ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 48,536,986.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 43,369,862.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินที่จำเลยที่ 3 นำมาจำนองไว้ต่อโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000,000 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2535)ไม่ให้เกิน 8,536,986.16 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินที่จำนองรวม 73 โฉนด ตามรายละเอียดในเอกสารหมาย จ.7 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของจำเลยที่ 3นำออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2จำเลย ที่ 1 และ ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 และ ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 3ฎีกาข้อแรกว่าศาลนัดชี้สองสถานในวันที่ 8 มกราคม 2536 ไม่ชอบเพราะไม่ครบ 30 วัน นับจากวันที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนวันนัดชี้สองสถานไม่ชอบ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 บัญญัติว่า "เมื่อได้ยื่นคำฟ้องคำให้การและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถ้าหากมีแล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถาน โดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน" ฉะนั้นเมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องและศาลรับคำฟ้องแล้วศาลย่อมนัดชี้สองสถานไปได้ โดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันเท่านั้นไม่ต้องนับจากวันที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำให้การ

จะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็นและวันนัดชี้สองสถานนั้นศาลอาจอนุญาตให้เลื่อนไปได้หากมีเหตุสมควร ทั้งการนัดชี้สองสถานตั้งแต่วันที่ศาลรับคำฟ้องเช่นในคดีนี้ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3ต้องเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะจำเลยที่ 1 สามารถแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาทหรือตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาทต่อศาลได้เมื่อศาลทำการชี้สองสถานแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลไม่ถูกต้องอย่างไรคดีนี้ศาลชั้นต้นแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน การกำหนดวันชี้สองสถานของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว และที่จำเลยที่ 1 แถลงขอเลื่อนวันชี้สองสถานโดยอ้างว่ามีเอกสารที่ต้องตรวจสอบมาก

ก็ปรากฎว่าในวันชี้สองสถานจำเลยทั้งสามแถลงว่าไม่มีเอกสารส่งศาลส่วนฝ่ายโจทก์ก็ส่งเอกสารเพียง 18 ฉบับเท่านั้น คำแถลงของจำเลยที่ 1 จึงเลื่อนลอย ไม่มีเหตุจะอนุญาตให้เลื่อนวันชี้สองสถานส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำให้การในวันที่ 18 ธันวาคม 2535 เมื่อนับถึงวันชี้สองสถานมีเวลาเหลือเพียง 21 วัน จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีโอกาสขอแก้คำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180ได้ เห็นว่า ตามกฎหมายมาตราดังกล่าว หากมีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนนั้นศาลก็อนุญาตได้อยู่แล้ว และคดีนี้ก็ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3ขอแก้ไขคำให้การแต่อย่างใด จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3ต้องเสียเปรียบดังที่อ้าง

ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและมีคำสั่งให้งดสืบพยานไม่ชอบ เพราะไม่ได้ทำการไต่สวนให้ปรากฎแจ้งชัดเสียก่อน เห็นว่าทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมือนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าป่วย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่ 7 จึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 ประวิงคดีและได้พิเคราะห์ใบตรวจแพทย์ไม่ปรากฎว่าแพทย์ลงความเห็นว่าทนายจำเลยที่ 1 ป่วยจนกระทั่งไม่สามารถมาศาลได้แต่อย่างใด จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 คำสั่ง ดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อำนวย สุขพรหม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้