เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์ขอถอนฟ้องฎีกา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ คดีจึงคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 1ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายปาณฑิตศรีศุภอรรถ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินและรับซื้อลดเช็ค โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังแล้วตามหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย
จ.2 โดยปรากฏจากหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1ซึ่งเป็นหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และปรากฏจากหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหนังสืออนุญาตของกระทรวงการคลังว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุญาตให้โจทก์ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการเงินทุนจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์เป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาตรา 3 มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมในอัตราสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปี
ได้เป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาตรา 4 วรรคสองและวรรคสาม แต่การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวของโจทก์ก็จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลังที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลังสำหรับสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนในข้อนี้โจทก์หาได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏว่ามีประกาศกระทรวงการคลังให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมในอัตราสูงสุดซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 19.5 ต่อปี แต่อย่างใด โจทก์คงมีเพียงนายปาณฑิตเบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี โดยอาศัยกฎหมายซึ่งเป็นประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ฟังได้ว่ามีประกาศกระทรวงการคลังที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ
ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 19.5 ต่อปี เช่นนี้ แม้ความจริงจะมีประกาศกระทรวงการคลังให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราดังกล่าวตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ประกาศของทางราชการในลักษณะเช่นนี้ ก็หาใช้ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ไม่ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่จะต้องนำสืบ เมื่อทางพิจารณาโจทก์ไม่สืบแสดงให้ความข้อนี้ปรากฏ ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เองเช่นนี้แล้ว คดีจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี อันเกินไปจากอัตราปกติที่กฎหมายกำหนด
กรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีมาปรับแก่คดี การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จึงเดินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ มีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน