Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงการคลังที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ศาลสามารถรับรู้ได้เอง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ เมื่อทางพิจารณาโจทก์ไม่นำสืบความข้อนี้ให้ปรากฏต่อศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ในอัตราร้อยละ19.5 ต่อปีซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตามสัญญาโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2526จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 80,000 บาท โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปครบถ้วนในวันทำสัญญานั้นแล้วหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2526 แล้วไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินให้โจทก์อีก โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันใช้ต้นเงินจำนวน80,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์และไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้ สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่สมบูรณ์ใช้บังคับจำเลยที่ 3 ไม่ได้ จำเลยที่ 3 ลงชื่อในแบบสัญญาค้ำประกันซึ่งยังไม่มีการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ค้ำประกันและจำนวนเงินให้ไว้แก่โจทก์ล่วงหน้าก่อนที่โจทก์จะอนุมัติให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2526 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีการะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

เนื้อความคำพิพากษา

โจทก์ขอถอนฟ้องฎีกา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ คดีจึงคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 1ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายปาณฑิตศรีศุภอรรถ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินและรับซื้อลดเช็ค โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังแล้วตามหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย

จ.2 โดยปรากฏจากหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1ซึ่งเป็นหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และปรากฏจากหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหนังสืออนุญาตของกระทรวงการคลังว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุญาตให้โจทก์ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการเงินทุนจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์เป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาตรา 3 มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมในอัตราสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปี

ได้เป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาตรา 4 วรรคสองและวรรคสาม แต่การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวของโจทก์ก็จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลังที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลังสำหรับสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนในข้อนี้โจทก์หาได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏว่ามีประกาศกระทรวงการคลังให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมในอัตราสูงสุดซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 19.5 ต่อปี แต่อย่างใด โจทก์คงมีเพียงนายปาณฑิตเบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี โดยอาศัยกฎหมายซึ่งเป็นประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ฟังได้ว่ามีประกาศกระทรวงการคลังที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ

ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 19.5 ต่อปี เช่นนี้ แม้ความจริงจะมีประกาศกระทรวงการคลังให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราดังกล่าวตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ประกาศของทางราชการในลักษณะเช่นนี้ ก็หาใช้ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ไม่ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่จะต้องนำสืบ เมื่อทางพิจารณาโจทก์ไม่สืบแสดงให้ความข้อนี้ปรากฏ ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เองเช่นนี้แล้ว คดีจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี อันเกินไปจากอัตราปกติที่กฎหมายกำหนด

กรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีมาปรับแก่คดี การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จึงเดินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ มีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้