Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56607)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมายของจำเลยนั้นไม่ได้มีการยกขึ้นมาว่ากันในศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำความผิดของ จำเลยทั้งหมดในข้อหาความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม เป็น ความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดฐานทำลายเอกสาร โดยที่ศาลควรจะลงโทษจำเลยเพียงกระทงความผิดเดียว ฎีกาของจำเลย แม้มิได้มีการยกขึ้นมาว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3แต่ก็ เป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญ เพราะเป็นการวินิจฉัยว่า จำเลยต้อง รับโทษเพียงกระทงความผิดเพียง 2 ปี หรือต้องรับโทษ 2 กระทงความผิด ซึ่งต้องโทษจำคุก 4 ปี อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และอิสระภาพของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 112)ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188,264,268,341 ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 264 และเนื่องจากการที่จำเลย ใช้เอกสารปลอมเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง และบทบัญญัติทั้งสอง มาตราดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 264 ให้จำคุก 3 ปี เรียงกระทงลงโทษรวม 2 กระทง ให้จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 107)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 112)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดตามฟ้อง เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 427/2535พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาโจทก์นายมนัส เจี่ยศิริกุลจำเลยนายมนัส เจี่ยศิริกุล จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 195, ม. 225ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมายของจำเลยนั้นไม่ได้มีการยกขึ้นมาว่ากันในศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำความผิดของ จำเลยทั้งหมดในข้อหาความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม เป็น ความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดฐานทำลายเอกสาร โดยที่ศาลควรจะลงโทษจำเลยเพียงกระทงความผิดเดียว ฎีกาของจำเลย แม้มิได้มีการยกขึ้นมาว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3แต่ก็ เป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญ

เพราะเป็นการวินิจฉัยว่า จำเลยต้อง รับโทษเพียงกระทงความผิดเพียง 2 ปี หรือต้องรับโทษ 2 กระทงความผิด ซึ่งต้องโทษจำคุก 4 ปี อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และอิสระภาพของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 112)ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188,264,268,341 ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 264 และเนื่องจากการที่จำเลย ใช้เอกสารปลอมเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง และบทบัญญัติทั้งสอง มาตราดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 264 ให้จำคุก 3 ปี

เรียงกระทงลงโทษรวม 2 กระทง ให้จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 107)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 112)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดตามฟ้อง เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สุชาติ สุขสุมิตร · สนัด หมายสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้