Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56477)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์มีหน้าที่ นำสืบ ว่าของกลางยังไม่ได้เสียภาษีและนำเข้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้และในประเด็นที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่รับซื้อของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่เสียภาษีนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาทั้งสิ้นโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139) คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 626/2533 หมายเลขแดงที่ 392/2535หมายเลขแดงที่ 393/2535 และหมายเลขแดงที่ 394/2535ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ จำเลยที่ 1ปรับ 93,600 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปรับคนละ 26,000 บาทคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 17,333.33 บาท ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 138) จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 139) คำสั่ง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาว่า ซื้อหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งเลื่อยโซ่ของกลางจำนวน 4 เครื่อง อันตนรู้ว่าเป็นของ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือ ข้อจำกัด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ซึ่งมาตรา 100ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติวิธีพิจารณาไว้เป็นพิเศษว่าหน้าที่พิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทุกคดีไป จำเลยที่ 1 จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าเลื่อยโซ่ของกลางที่จำเลยที่ 1 รับไว้ได้ชำระภาษีโดยถูกต้องแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าของกลางได้ชำระภาษีแล้วหรือไม่จึงขัดแย้งต่อกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ไม่มีเจตนาฉ้อภาษีของรัฐนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2248/2536พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์โจทก์นายสุเวช เดชสกุลวัฒนาจำเลยนายสุเวช เดชสกุลวัฒนา จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 218 ป.วิ.พ. ม. 249ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์มีหน้าที่ นำสืบ ว่าของกลางยังไม่ได้เสียภาษีและนำเข้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้และในประเด็นที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่รับซื้อของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่เสียภาษีนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาทั้งสิ้นโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ด้วย

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139) คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 626/2533 หมายเลขแดงที่ 392/2535หมายเลขแดงที่ 393/2535 และหมายเลขแดงที่ 394/2535ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ จำเลยที่ 1ปรับ 93,600 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปรับคนละ 26,000 บาทคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 17,333.33 บาท ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 138) จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 139) คำสั่ง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาว่า ซื้อหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งเลื่อยโซ่ของกลางจำนวน 4 เครื่อง อันตนรู้ว่าเป็นของ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือ ข้อจำกัด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ซึ่งมาตรา 100ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติวิธีพิจารณาไว้เป็นพิเศษว่าหน้าที่พิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทุกคดีไป จำเลยที่ 1 จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าเลื่อยโซ่ของกลางที่จำเลยที่ 1 รับไว้ได้ชำระภาษีโดยถูกต้องแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าของกลางได้ชำระภาษีแล้วหรือไม่จึงขัดแย้งต่อกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ไม่มีเจตนาฉ้อภาษีของรัฐนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2555

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะในส่วนดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลชั้นต้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น จึงเป็นการฎีกาในข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10579/2554

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงละ 1,800 บาท จำเลยที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15690/2553

การร้องทุกข์ในคดีอาญา กฎหมายมิได้กำหนดแบบการร้องทุกข์ไว้ จึงอาจร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวิโรจน์ร้องทุกข์จริงหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลมิได้สงสัยและจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5474/2553

จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมได้มอบหมายให้จำเลยดำเนินการในลักษณะที่ส่งมอบการครอบครองเงินไปอยู่กับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164/2553

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบหลายกรรมต่างกัน ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องในแต่ละกระทงมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้