Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 564/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ภาษีบำรุงเทศบาลที่เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติเก็บเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละสิบจากภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 12(2)แห่งพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 นั้น มาตรา 14 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ ให้ถือว่าเป็นภาษีตามประมวลรัษฎากร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อกรมสรรพากร จำเลยเฉพาะเรื่องการเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์มิได้คัดค้านเรื่องการเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลด้วยโจทก์เพิ่งมาคัดค้านในชั้นศาล จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 แม้โจทก์จะทำหน้าที่เป็นแต่เพียงตัวแทนช่วยจัดการสั่งซื้อรถยนต์จากต่างประเทศให้ผู้อื่น โจทก์ก็ยังเป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามบทนิยามคำว่า "ผู้ค้ำโภคภัณฑ์"ในมาตรา 166 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะบทบัญญัตินี้ผู้ค้าโภคภัณฑ์หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับรถยนต์ที่โอนให้แก่ผู้อื่นตามมาตรา 173 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้สั่งซื้อรถยนต์เข้ามาใช้ในกิจการเดินรถโดยสารของโจทก์เอง โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับรถยนต์จำนวนนี้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 168 บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรมีเจตนารมณ์ที่จะเรียกเก็บภาษีโภคภัณฑ์จากรถยนต์ทุกชนิดยกเว้น "รถยนต์บรรทุก" ตามความหมายในบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้ายลักษณะ 4 ว่าด้วยการซื้อโภคภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 มาตรา 53 รถยนต์ชนิดใดเป็นรถยนต์บรรทุกย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด คำว่า "บรรทุก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานหมายถึง "ใส่ลง บรรจุลง" ดังนั้น "รถยนต์บรรทุก" ย่อมหมายความถึงรถยนต์ที่บรรทุกสิ่งของมิใช่คนโดยสารดังรถยนต์ โดยสารสำเร็จรูปของโจทก์ ส่วนคำนิยามในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473 มาตรา 4(3)คำว่า "รถยนต์สาธารณะ" หมายความถึงรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารหรือของนั้นไม่สามารถนำมาอ้างอิงเพื่อตีความคำว่า "รถยนต์บรรทุก" ในประมวลรัษฎากรได้ เพราะเป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกัน และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 166 ป.รัษฎากร มาตรา 168 ป.รัษฎากร มาตรา 173 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2473 มาตรา 4 พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 12 พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทโจทก์เป็นตัวแทนสั่งรถยนต์บรรทุกคนโดยสารประจำทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย 87 คัน โจทก์ใช้เอง 17 คัน นอกนั้นให้ผู้ถือหุ้นใช้โดยโจทก์มิได้เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์เพราะตามประมวลรัษฎากรยกเว้นว่ารถบรรทุกไม่ต้องเสีย ต่อมากองการซื้อ กรมสรรพากร แจ้งให้โจทก์นำภาษีการซื้อโภคภัณฑ์เป็นเงิน 1,177,789 บาท 76 สตางค์ กับภาษีบำรุงเทศบาล117,778 บาท 98 สตางค์ ไปชำระ โจทก์ได้ร้องเรียนไปยังกระทรวงการคลัง ฯลฯว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว จำเลยได้มีคำสั่งยืนยันให้โจทก์นำภาษีไปชำระตามคำสั่งเดิม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลสั่งให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งและให้โจทก์พ้นความรับผิดไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าวจำเลยให้การว่า

รถยนต์ที่โจทก์สั่งเข้ามาเป็นรถยนต์โดยสารสำเร็จรูปมิใช่รถยนต์บรรทุกตามความหมายของประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ โจทก์ไม่เคยคัดค้านเรื่องภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มมาอ้างในชั้นศาล จึงไม่มีอำนาจฟ้อง รถยนต์โดยสารที่โจทก์นำเข้ามาแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นเป็นการ "จำหน่าย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 166, 167 และ 168โจทก์จึงเป็น "ผู้ค้าโภคภัณฑ์" อันต้องเสียภาษีตามมาตรา 166, 167 ส่วนรถยนต์บางส่วนที่โจทก์ใช้ในกิจการรับส่งคนโดยสารต้องเสียภาษีตามมาตรา 166, 168และโจทก์ดำเนินการค้าโภคภัณฑ์มีสถานที่ทำการอยู่ในเขตเทศบาลนครกรุงเทพจึงต้องเสียภาษีบำรุงเทศบาลตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาลและเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มี 3 ประเด็นคือ1. โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในเรื่องเงินภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่เคยมีคำคัดค้านมาก่อนหรือไม่ 2. โจทก์เป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ซึ่งจะต้องเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ และถ้ามีอำนาจฟ้องตาม1. จะต้องเสียภาษีบำรุงเทศบาลหรือไม่ และ 3. รถยนต์บรรทุกคนโดยสารสำเร็จรูปประจำทางจำนวน 87 คันที่โจทก์สั่งเข้ามานั้นเป็นรถยนต์บรรทุกตามความหมายในบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้ายลักษณะ 4 ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496มาตรา 53 อันได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหรือไม่สำหรับประเด็นข้อ 1 นั้น

เห็นว่าในเรื่องภาษีบำรุงเทศบาลที่เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติเก็บเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละสิบจากภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 12(2) แห่งพระราชบัญญัติรายได้เทศบาลพ.ศ. 2497 นั้น มาตรา 14 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ให้ถือว่าเป็นภาษีตามประมวลรัษฎากร เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านต่อจำเลยเฉพาะเรื่องการเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์และโจทก์มิได้คัดค้านเรื่องการเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลต่อจำเลย (เอกสาร ล.47)ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้น เฉพาะในเรื่องภาษีบำรุงเทศบาลเงิน 117,778 บาท 98 สตางค์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโดยอาศัยเหตุอื่นนั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแห่งคำพิพากษาฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ตกไปในประเด็นข้อ 2 ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 166 ให้คำนิยามคำว่า "ผู้ค้าโภคภัณฑ์" ไว้ว่าหมายถึง "บุคคลธรรมดานิติบุคคล หรือองค์การใด ๆ ซึ่งทำการผลิต นำเข้า หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย" ดังนั้น แม้โจทก์จะนำสืบว่าในกรณีเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจำกัดรถยนต์ศรีนครและห้างหุ้นส่วนจำกัดรถเมล์แดงนั้น โจทก์จะทำหน้าที่เป็นแต่เพียงตัวแทนช่วยจัดการสั่งซื้อรถยนต์มาจากประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีการโอนหรือรับโอนกรรมสิทธิ์ หรือรับโอนการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวก็ตาม โจทก์ก็ยังเป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้เพราะบทบัญญัตินี้ผู้ค้าโภคภัณฑ์หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย และเมื่อโจทก์เป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์แล้ว ในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่โจทก์ช่วยจัดการสั่งซื้อมาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั้งสองแห่ง

โจทก์ก็ต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับรถยนต์ที่โอนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั้งสองแห่งนี้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 173ส่วนรถยนต์อีก 17 คันที่โจทก์สั่งซื้อเข้ามาใช้ในกิจการเดินรถโดยสารของโจทก์นั้น ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ โจทก์ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลรัษฎากร มาตรา 168 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีผู้ค้าโภคภัณฑ์นำโภคภัณฑ์ของตนไปใช้อันมิใช่เพื่อกิจการค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะ ให้ถือว่ามีการซื้อโภคภัณฑ์และผู้ค้าโภคภัณฑ์นั้นเป็นผู้ที่ซื้อ มีหน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ในวันแรกที่นำไปใช้" โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ สำหรับรถยนต์ 17 คันนี้ด้วยดุจกันสำหรับปัญหาที่ว่าภาษีบำรุงเทศบาลโจทก์จะต้องเสียด้วยหรือไม่นั้น

เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในประเด็นข้อ 1 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเสียแล้วก็ไม่ต้องวินิจฉัยปัญหานี้อีกฎีกาในประเด็นข้อ 2 ของโจทก์ทั้งสองเรื่องจึงตกไปประเด็นข้อ 3 รถยนต์บรรทุกคนโดยสารสำเร็จรูปประจำทางจำนวน 87 คันที่โจทก์สั่งเข้ามานั้นเป็นรถยนต์บรรทุกตามความหมายในบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ท้ายลักษณะ 4 ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 มาตรา 53 อันได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรมีเจตนารมณ์ ที่จะเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จากรถยนต์ทุกชนิด ยกเว้น "รถยนต์บรรทุก" รถยนต์ชนิดใดเป็นรถยนต์บรรทุก ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัดในฐานะที่เป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย คำว่า "บรรทุก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน หมายถึง "ใส่ลง บรรจุลง" ดังนั้น "รถยนต์บรรทุก" ย่อมหมายความถึง รถยนต์ที่บรรทุกสิ่งของ และไม่ใช่คนโดยสารดังรถยนต์พิพาทของโจทก์

อนึ่งตามความหมายธรรมดาก็เห็นได้ชัดว่า รถยนต์โดยสารสำเร็จรูปของโจทก์นั้นไม่ใช่รถยนต์บรรทุกสิ่งของ ส่วนที่โจทก์อ้างคำนิยามในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473 มาตรา 4(3) คำว่า "รถยนต์สาธารณะ" ว่าหมายความถึงรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารหรือของซึ่งแสดงให้เห็นแจ้งชัดว่า รถยนต์บรรทุกคือรถยนต์บรรทุกคนโดยสารด้วยนั้น เห็นว่าถ้อยคำในกฎหมายสองฉบับก็ใช้ต่างกันและแม้กฎหมายฉบับนั้นจะมีวัตถุประสงค์ในการเก็บภาษีรถยนต์อยู่ด้วยก็ตาม ก็เป็นกฎหมายที่มุ่งหมายจะควบคุมการออกใบอนุญาตและเก็บภาษีรถยนต์ในด้านการใช้ภายในประเทศ แต่ประมวลรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์นั้นมุ่งหมายที่จะเก็บภาษีจากสินค้าขาเข้า กฎหมายสองฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกัน และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน จึงไม่สามารถนำเอาคำนิยามเรื่อง

"รถยนต์สาธารณะ" ในกฎหมายฉบับนั้นมาอ้างอิงเพื่อตีความคำว่า "รถยนต์บรรทุก" ในประมวลรัษฎากรได้ ส่วนที่โจทก์โต้แย้งว่าในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฉบับที่ออกมาภายหลังจากเกิดกรณีพิพาทนี้แล้ว มีบทบัญญัติชัดแจ้งว่าให้เรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์รถยนต์โดยสารด้วย จึงทำให้เห็นว่าเดิมประมวลรัษฎากรมิได้มุ่งหวังที่จะเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์รถยนต์โดยสารด้วยนั้น กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติชัดแจ้งขึ้นอีกว่า ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทนั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์รถยนต์โดยสารอยู่แล้ว แต่บัญญัติไว้ไม่จะแจ้งจึงได้แก้ไขโดยบ่งระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้นเพื่อมิให้เกิดปัญหาในการตีความต่อไปอีก หาใช่เป็นเรื่องเพิ่มหลักการเก็บภาษีรถยนต์โดยสารขึ้นใหม่แต่ประการใดไม่ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงตกไปเช่นกันพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานินทร์ กรัยวิเชียร · สอน ไชยสุต · เพียร ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1158/2539

แม้จะฟังว่าตามใบขนสินค้าขาเข้าในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยนำเข้ามาเกินกว่า10 ปี นับถึงวันฟ้องแล้วก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 55 วรรคท้าย ให้เริ่มนับอายุความเมื่อพ้นหนึ่งเดือนนั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 626222)

การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งสำนวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5519/2561

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีอากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินแล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561

การคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินเพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้