Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์ประมาณร้อยละ 70ส่วนอีกร้อยละ 30 ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าโรงเรือนส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นกรณีปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310,1311หาใช่เป็นกรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำตามมาตรา 1312 ไม่ การที่จำเลยทั้งสี่ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินของโจทก์ โดยรู้ว่าไม่มีสิทธิเช่นนั้น จึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต ตามมาตรา 1311 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไป และจำเลยต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดอาญา หาใช่การกระทำโดยมีเจตนาสุจริตตามความหมายในคดีส่วนแพ่งไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1ที่ 2 เป็นสามีภริยากัน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินโจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1ที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 4 ก่อสร้างบ้านลงในที่ดินของจำเลยโดยส่วนใหญ่ของโรงเรือนจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ถึงร้อยละ 80ของที่ดินโจทก์ โดยจำเลยทั้งสี่รู้อยู่แล้วในขณะปลูกสร้างว่าเป็นที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ระงับการปลูกสร้างและรื้อถอนโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำออกไป จำเลยทั้งสี่ไม่เชื่อฟังกลับปลูกสร้างจนแล้วเสร็จ และทำรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนไปจากที่ดินโจทก์แล้ว

จำเลยเพิกเฉยขอให้ศาลบังคับจำเลยร่วมกันรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเดิม ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2ได้ซื้อที่ดินจากบริษัทเลาหภูมิพัฒนา จำกัด มีที่ดินติดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 4 ปลูกบ้านโดยไม่รู้ว่าปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขณะจำเลยปลูกบ้านไปได้ประมาณร้อยละ 60 จึงทราบว่าได้ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รื้อบ้านที่ปลูกออกไป

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โรงเรือนของจำเลยส่วนใหญ่ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ จึงเป็นเรื่องจำเลยก่อสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310, 1311 จำเลยได้ก่อสร้างโรงเรือนในที่ดินโจทก์โดยไม่สุจริต พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือน และทำที่ดินโจทก์ให้เป็นตามสภาพเดิมและส่งคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่าย ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คดีของโจทก์ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ออกไปได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำร้องขอของโจทก์ที่ว่าหากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บ้านของจำเลยที่ 1ที่ 2 ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ประมาณร้อยละ 70 ส่วนอีกร้อยละ 30ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าโรงเรือนส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นกรณีปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310, 1311หาใช่เป็นกรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำตามมาตรา 1312 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ เห็นได้ว่า การที่จำเลยทั้งสี่ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินของโจทก์โดยรู้ว่าไม่มีสิทธิเช่นนี้จึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตตามมาตรา 1311 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไป และจำเลยต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำโดยสุจริตโดยให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามคดีในส่วนอาญาซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญานั้นก็เนื่องมาจากฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดอาญา หาใช่การกระทำโดยมีเจตนาสุจริตตามความหมายในส่วนแพ่งไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร ทองประยูร · สกล เหมือนพะวงศ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้