Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล่นสวนทางมาอยู่แล้วก่อนแซงรถยนต์ของโจทก์ อีกทั้งเป็นเวลาพลบค่ำและรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แล่นสวนทางลงมาจากเนินเขาย่อมจะเพิ่มอัตราความเร็วขึ้นมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กะระยะผิดพลาดได้ แต่คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ยังขับแซงรถยนต์ของโจทก์ แล้วรีบปาดรถเข้ามาในเส้นทางโดยต้องหลีกรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แซงรถยนต์คันอื่นแล่นกินทางสวนทางมา ทำให้เกิดภาวะคับขันอันบุคลในภาวะคนขับรถยนต์ทั่ว ๆ ไปไม่ควรกระทำ การที่คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แฉลบไปชนรถยนต์ของโจทก์ รถยนต์ของโจทก์จึงเสียหลักแล่นไปชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย เช่นนี้ คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน๗๐ - ๐๒๙๙ ลำปาง จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ๑๐ - ๑๒๙๓นครสวรรค์ รับส่งคนโดยสารในเส้นทาง กรุงเทพ - เชียงใหม่ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเส้นทางดังกล่าว โดยมีนายสมบัติ สิงห์ปาน ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ เป็นคนขับ แล่นรับส่งคนโดยสารหาประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ๓๐ - ๑๔๔๕ กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของนายชูศักดิ์ ลำมาศโตเจริญ ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวแล่นรับส่งคนโดยสารหาประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๕ เวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา ขณะที่นายสิงห์คำ แก่นเพชร

ขับรถยนต์ของโจทก์จากลำพูนมุ่งหน้าไปลำปางมาถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๔๐ - ๔๑ ที่เกิดเหตุ โดยมีนายสมบัติขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ ๑ตามหลังมาด้วยความประมาทโดยเร่งความเร็วแซงรถยนต์ของโจทก์ ขณะเดียวกันในทางเดินรถสวนนายชูศักดิ์คนขับรถของจำเลยที่ ๓ แล่นสวนทางมาด้วยความประมาทเร่งความเร็วและแซงรถยนต์กระบะขึ้นมาในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ เสียหลักแฉลบพุ่งเลยเข้ามาเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์อย่างแรง ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักพุ่งชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียค่าซ่อมรถ๑๐๓,๓๙๕ บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ๑ เดือน เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และค่าเสื่อมสภาพรถ๔๐,๐๐๐ บาท

รวมค่าเสียหาย ๑๙๓,๓๙๕ บาท และคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๔,๕๐๕ บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน๒๐๗,๙๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๑๙๓,๓๙๕ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เหตุชนกันมิได้เกิดจากความประมาทของนายสมบัติลูกจ้างจำเลยที่ ๑ แต่เกิดจากความประมาทของนายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ ๓ และนายสมบัติขับรถด้วยความเร็วปกติในทางเดินรถของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้แซงรถยนต์ของโจทก์ นายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ ๓ เป็นฝ่ายประมาท ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในทางเดินรถลงเขาแฉลบล้ำเข้ามาในทางเดินรถของโจทก์ซึ่งแล่นตามหลังรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท

ค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน๕,๐๐๐ บาท และค่าเสื่อมสภาพรถยนต์ของโจทก์ก็ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้นำรถยนต์คันเกิดเหตุมาร่วมในเส้นทางสัมปทานของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิด เหตุชนกันมิใช่เกิดจากความประมาทของนายสมบัติ แต่เป็นเพราะความประมาทของนายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ ๓ ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายของโจทก์รวมแล้วไม่ควรเกิน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ มิใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๓๐ - ๑๔๔๕ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๓ ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์ แก้วปิยะทรัพย์ โดยการเช่าซื้อ นายพิเชษฐ์นั่งรถยนต์คันดังกล่าวไปดำเนินกิจการรับส่งคนโดยสาร

มิได้ร่วมกิจการกับจำเลยที่ ๔ นายชูศักดิ์คนขับรถขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของนายพิเชษฐ์ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ เหตุชนกันเกิดจากความประมาทของนายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความเร็วสูงด้วยความประมาท แซงรถยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้เสียการทรงตัวแฉลบพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายชูศักดิ์ขับแล่นสวนทางมา เหตุเกิดเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ แต่ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินสมควรค่าซ่อมและค่าเสียหายอย่างมากไม่ควรเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๓๐ - ๑๔๔๕ กรุงเทพมหานครจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของและได้นำมาร่วมกิจการกับจำเลยที่ ๔ โดยทำสัญญาว่า จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับผิดค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องร่วมรับผิด จำเลยที่ ๓ ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว นายพิเชษฐ์นำใบรับส่งคนโดยสารและดำเนินกิจการด้วยตนเอง เหตุชนกันเกิดเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๕๒,๔๙๕ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ด้วย จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔จึงยุติ และศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามนั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ขับรถประมาทด้วยหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุชนกัน นายสมบัติขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ แซงรถยนต์ของโจทก์ในระยะที่มีรถสวนอยู่ห่างประมาณ ๗๐ เมตร และปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์เข้ามาในทางเดินรถของตนห่างจากรถยนต์ของโจทก์ประามาณ ๕ เมตร แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ แซงรถยนต์กระบะกินทางเข้ามาในทางเดินรถของรถยนต์จำเลยที่ ๑ ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ แฉลบไปชนรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์แล่นมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ การที่นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ขับรถขึ้นดอยขุนตาลมาด้วยความเร็ว และตามหลังรถยนต์ของโจทก์

ย่อมจะเห็นรถยนต์กระบะและรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ กำลังจะแล่นสวนทางมาในระยะ ๗๐ เมตร การแซงรถในระยะดังกล่าวในขณะขึ้นเนิน และจะสวนทางกับรถที่แล่นลงจากเนิน ความเร็วของรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ และรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ที่แล่นสวนทางลงมาย่อมจะเพิ่มอัตราจากความเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ และเวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา เป็นเวลาพลบค่ำ นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ อาจกะระยะผิดพลาดได้ จึงน่าจะเกิดอันตรายแก่ผู้โดยสารและทรัพย์สินของผู้โดยสารและจำเลยที่ ๑ เอง ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ขับแซงรถยนต์ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนกฎจราจร แซงพ้นแล้ว ก็เข้ามาอยู่ในทางเดินรถของรถยนต์จำเลยที่ ๑โดยอยู่ห่างจากรถยนต์ของโจทก์ประมาณ ๕ เมตร

ถือได้ว่านายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ขับรถไปตามวิสัยและพฤติการณ์ของคนขับรถแล้ว ทั้งไม่ได้เป็นทางห้ามแซง และไม่ได้อยู่ในที่คับขันนั้น เห็นว่า นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เห็นมีรถยนต์แล่นสวนอยู่ก่อนแซงแล้ว ยังขับแซงรถยนต์ของโจทก์แล้วรีบปาดรถเข้ามาในเส้นทาง โดยต้องหลีกรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ที่แซงรถยนต์คันอื่นกินทางสวนทางมา จึงเกิดภาวะคับขัน อันบุคลในภาวะคนขับรถยนต์ทั่ว ๆ ไปไม่ควรกระทำการที่นายสมบัติขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ในลักษณะดังกล่าว เป็นการขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อด้วยเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เจริญ นิลเอสงฆ์ · ชลิต ประไพศาล · อัมพร ทองประยูร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายประยูร มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้