Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5627/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีหย่า แม้โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันระหว่างพิจารณาแต่การที่ จำเลยจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่า มีเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ และเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของโจทก์ หรือไม่เมื่อโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจละทิ้งร้างจำเลยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูในระหว่างที่สามีภริยาแยกกันอยู่นั้นฝ่ายที่มีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริต ชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่าย เมื่อโจทก์ จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ชั่วคราวโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย และจำเลยไม่มีอาชีพหรือรายได้เพียงพอโจทก์ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูจำเลย มาตลอดและอยู่ในฐานะที่สามารถจะอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้จึงมี หน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยทะเลาะวิวาทกับโจทก์ จำเลยจึงขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านโจทก์ไปแล้วจำเลยไม่เคยกลับมาบ้าน และไม่เคยปฏิบัติฉันสามีภริยากับโจทก์อีก เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ นับถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลย เนื่องจากทะเลาะกับโจทก์ โจทก์ไล่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างจำเลย เมื่อแยกกันอยู่จำเลยมิได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้และยากจนลงโจทก์ไม่เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์มีรายได้จากการขายกล้วยไม้มีกำไรสุทธิเดือนละประมาณ 20,000 บาทควรส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท

นับแต่วันแยกกันอยู่ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ให้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่บ้านบิดามารดาจำเลย ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 180,000 บาท กับค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าโจทก์มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย หากจำเลยต้องหย่ากับโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ6,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ หรือจ่ายครั้งเดียวเป็นเงิน 360,000 บาทโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยแยกจากโจทก์ไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลยมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นความสมัครใจของจำเลยเอง

จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพ ขอให้ยกฟ้องแย้งก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยแถลงว่าพร้อมที่จะหย่ากันและสละประเด็นข้อพิพาทอื่น ขอให้วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าเมื่อโจทก์จำเลยหย่ากัน จำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายที่ไม่ไป ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู 60,000 บาท ค่าเลี้ยงชีพ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 160,000 บาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า เมื่อโจทก์จำเลยหย่ากันจำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพได้จากโจทก์หรือไม่ เพียงใดสำหรับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1526 บัญญัติว่า "ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้" คดีนี้แม้โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันระหว่างพิจารณาแล้ว แต่การที่จำเลยจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ และเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของโจทก์หรือไม่ และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจิงว่าตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจละทิ้งร้างจำเลยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ส่วนสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า "สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน" ดังนั้น ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างที่จำเลยแยกกันอยู่กับโจทก์นั้น ต่างยังเป็นสามีภริยากันอยู่ ฝ่ายที่มีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายและแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2523 ตลอดมา โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพียงชั่วคราว การแยกกันอยู่ครั้งนี้จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย โจทก์ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตลอดจึงต้องทำหน้าที่นั้นต่อไปถ้าจำเลยยังไม่มีอาชีพหรือรายได้เพียงพอ ระหว่างแยกกันอยู่จำเลยไม่มีรายได้เพราะเงินที่จำเลยได้จากบิดาไม่ถือว่าเป็นรายได้ เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่จำเลยทำมาหาได้หรือได้จากการประกอบอาชีพของจำเลย ส่วนโจทก์มีรายได้สุทธิโดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่สามารถจะอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เดือนละ 1,000 บาท โดยติดตั้งแต่วันแยกกันอยู่จนถึงวันฟ้องแย้งตามที่จำเลยฎีกาขอมาเท่าที่ศาลชั้นต้นให้คือเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นเงิน 30,000 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย 30,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · ถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การที่โจทก์หายไปจากบ้านทิ้งจำเลยกับบุตรสองคนอยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามจนพบว่าโจทก์ไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ 3 เดือนต่อค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552

วัตถุประสงค์ของการสมรสก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ป.พ.พ. มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561

แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 โจทก์นำ จ.มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

การที่อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตาม ป.พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558

บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้