Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56189)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์แต่เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ว่าโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายควรได้ รับการรอการลงโทษซึ่งศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ฟ้องฎีกาเกี่ยวกับดุลยพินิจซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 รวมทั้งฟ้องฎีกาไม่มีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลย ที่ 1มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และมีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ รวมเป็นความผิด 2 กระทง แต่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้าย ร่างกายเพียงกระทงเดียวและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก ย่อมไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จำเลยที่ 1 จึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,295 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดกระทง นี้จำเลยทั้งสองรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(7) อีก กระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐาน ร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,83 เพียงกระทงเดียว ลดโทษให้แล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7),83จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 82)จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 84)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงว่าโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ควรได้รับการรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ก็มิได้หยิบยกปัญหา ข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยจำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ควรหยิบยก ปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยด้วยอันเป็นการคัดค้านการไม่หยิบยกปัญหา ที่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 831/2536พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายวิบูลย์หรือบุล แซ่อึ้ง กับพวกจำเลยร้อยตำรวจตรีจารึก จารุเหติ ทนายจำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์แต่เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ว่าโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายควรได้ รับการรอการลงโทษซึ่งศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ฟ้องฎีกาเกี่ยวกับดุลยพินิจซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 รวมทั้งฟ้องฎีกาไม่มีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลย ที่ 1มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และมีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ รวมเป็นความผิด 2 กระทง แต่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้าย

ร่างกายเพียงกระทงเดียวและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก ย่อมไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จำเลยที่ 1 จึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,295 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดกระทง นี้จำเลยทั้งสองรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(7) อีก กระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐาน ร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,83 เพียงกระทงเดียว ลดโทษให้แล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7),83จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 82)จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 84)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงว่าโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ควรได้รับการรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ก็มิได้หยิบยกปัญหา ข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยจำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ควรหยิบยก ปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยด้วยอันเป็นการคัดค้านการไม่หยิบยกปัญหา ที่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร ทองประยูร · สกล เหมือนพะวงศ์ · พิมล สมานิตย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้