Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นคำสั่งในหน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมจำเลย ทั้งพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 87 วรรคท้าย ก็บัญญัติอีกว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าวให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้น บทบัญญัติ มาตรา 41(4)ที่ให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ เมื่อโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทนายจ้างยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบทั้งไม่มีพฤติการณ์ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41(4)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 โจทก์ออกจากงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 39 จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2536โดยกำหนดให้นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เนื่องจากบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดให้มีการตอบแทนพนักงานเกษียณอายุที่ใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติงานตลอดมาโดยบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ออกเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ประกันตามมาตรา 33 และการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โจทก์ไม่เคยนำส่งเงินสมทบด้วยตนเอง

ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2542กองเงินสมทบซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยได้มีหนังสือที่ รส 0704/0971ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 แจ้งว่าโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542จึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2541 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย ขอให้โจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไป จำเลยได้มีคำวินิจฉัยที่ 867/2542 ลงวันที่ 5พฤศจิกายน 2542 ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ โจทก์ไม่มีเจตนาไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน โจทก์ไม่ได้นำส่งเงินสมทบเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

แจ้งยกเลิกการนำส่งเงินสมทบให้โจทก์นำส่งเงินสมทบต่อกองทุนประกันสังคมเองโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกฉบับดังกล่าว การขาดส่งเงินสมทบจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษอันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลยที่ 867/2542 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) แต่ได้สิ้นสภาพการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เนื่องจากครบเกษียณอายุ หลังจากนั้นโจทก์ได้เป็นผู้ประกันตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2536 และเดิมบริษัทธนาคารทหารไทย

จำกัด (มหาชน)เป็นผู้ส่งเงินสมทบแทนโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2536 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบการยกเลิกการนำส่งเงินสมทบ ให้โจทก์นำส่งเงินสมทบแก่กองทุนประกันสังคมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 หนังสือแจ้งฉบับดังกล่าวส่งถึงภูมิลำเนาโจทก์และมีผู้รับแทนโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 รวมระยะเวลา 3 เดือนติดต่อกัน กองเงินสมทบจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542แจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2541

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ขอให้พิจารณารับโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไป คณะกรรมการอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ โดยเห็นว่าที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ทราบหนังสือแจ้งการยกเลิกการส่งเงินสมทบเนื่องจากผู้รับหนังสือแทนมีสติไม่สมประกอบนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้รับหนังสือแทนสามารถตอบคำถามเข้าใจได้ดีมีอายุเกิน 20 ปี อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นที่จะขยายระยะเวลาและดำเนินการนำส่งเงินสมทบได้ตามมาตรา 66แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539เมื่อโจทก์ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย

การที่โจทก์เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และต่อมาการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงเนื่องจากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ถ้าโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไปตามมาตรา 39 โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนดการที่นายจ้างส่งเงินสมทบแทนโจทก์นั้น ไม่ทำให้หน้าที่ในการส่งเงินสมทบของโจทก์สิ้นสุดลงไปแต่ประการใด กรณีนายจ้างของโจทก์หยุดส่งเงินสมทบถ้าโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบต่อไปด้วย เมื่อขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ให้โจทก์ทราบก่อนที่จะมีการยกเลิก และจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการยกเลิกดังกล่าวหรือมีเจตนาจงใจไม่ส่งเงินสมทบจนเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ดำเนินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ขาดส่งให้ครบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 66 และให้โจทก์คงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิม

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971ที่ให้โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 867/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 โดยขยายระยะเวลาให้โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ยังขาดส่งให้ครบภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษาจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยไม่ได้เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ออกคำสั่งตามฟ้อง การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นผลของกฎหมายโดยตรง จำเลยไม่จำต้องมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย จำเลยไม่ได้ทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนรวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39ว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 39 และจำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 ส่วนบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เมื่อบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)ไม่นำส่งเงินสมทบให้แก่กองทุน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกัน กรณีไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ โจทก์จะอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาตรา 66 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533ออกมาใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41(4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า

โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41(4)ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พูนศักดิ์ จงกลนี · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้