Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2541 (เลขอ้างอิง 56076)

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจเลือกใช้วิธีการ สำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว ฯลฯ พ.ศ.2534 มาตรา 104 หรือวิธีการตามที่ บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74(5) ได้ตามความเหมาะสม และพฤติการณ์แห่งรูปคดี ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจใช้วิธีการ สำหรับเด็กและเยาวชนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้เป็นการขัด หรือแย้งต่อบทบัญญัติตามมาตรา 74(5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ และไม่ถือว่าวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวเป็นการ ลงโทษจำเลย คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯลฯ มาตรา 214 ประกอบมาตรา 121(2) ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับ ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนของศาล จึงต้อง ห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สามารถกำหนด ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ขอให้รอการลงโทษหรือ รอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยนั้น เป็นฎีกาคำพิพากษาของศาล ในข้อที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเช่นกัน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามมาตรา 124 ประกอบด้วย มาตรา 121(2) ทั้งคดีไม่อาจมีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ได้ด้วยเพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาดังกล่าวได้แล้วก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด เช่นเดียวกันกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม มาตรา 122 ด้วย และกรณีไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯลฯมาตรา 6 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษแก่จำเลยแทนการใช้วิธีการ สำหรับเด็กและเยาวชน โดยขอให้ผู้พิพากษาที่พิพากษาและลงชื่อ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่อาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้น สั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ขณะกระทำความผิดอายุ 16 ปีเศษลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 3 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนประกอบกับอายุประวัติความประพฤติ ทั้งสภาพของความผิดแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นภัยต่อสตรีเพศโดยทั่วไป ประกอบกับเป็นคดีอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษสูงแต่จำเลยอายุยังน้อยหากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัย ความประพฤติอาจจะเป็นผลดีแก่จำเลย ยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ.2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี

นับแต่วันพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรับรองฎีกา และอนุญาตให้ฎีกาได้ จึงไม่รับรองฎีกาให้ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวจำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และ 75 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาที่ขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น

เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดามาใช้บังคับดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับรองฎีกาจึงถูกต้องแล้ว จำเลยมิต้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวรับรองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 122 ขอให้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย และมีคำสั่งให้ส่งสำนวนให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ได้ลงชื่อพิพากษาคดีนี้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาต่อไปด้วยศาลฎีกามีคำสั่งว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กฎหมายให้เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจเลือกใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯลฯ พ.ศ.2534 มาตรา 104 หรือวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) ได้ตามความเหมาะสมและพฤติการณ์แห่งรูปคดี ดังนั้นศาลจึงมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้เป็นการขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติตามมาตรา 74(5) แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ และไม่ถือว่าวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวเป็นการลงโทษจำเลย คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯลฯ พ.ศ.2534 มาตรา 214 ประกอบมาตรา 121(2)

ฎีกาของจำเลยข้อแรกเป็นฎีกาเกี่ยวกับดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนของศาล จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นและที่จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยนั้นเห็นว่า เป็นฎีกาคำพิพากษาของศาลในข้อที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเช่นกัน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามมาตรา 124 ประกอบด้วย มาตรา 121(2) ทั้งคดีไม่อาจมีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ด้วย เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้แล้ว ก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดเช่นเดียวกันกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ด้วยและกรณีไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯลฯ

พ.ศ.2534 มาตรา 6 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ดังนั้นที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแก่จำเลยแทนการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน โดยขอให้ผู้พิพากษาที่พิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่อาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัธยา ดิษยบุตร · สะสม สิริเจริญสุข · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้