Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5605/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งห้าสิบสี่ได้ร่วมกันใช้ที่ดินแปลงพิพาทเป็นสนามเด็กเล่นของเด็ก ๆ ที่อยู่ในที่ดินโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ตามข้อตกลงที่จำเลยให้ไว้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในหมู่บ้านต่อเนื่องกันมากว่า 10 ปีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยมีสิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงพิพาท จึงได้ภารจำยอมโดยอายุความ เพื่อประโยชน์ในการที่จะใช้เป็นสนามเด็กเล่น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าสิบสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าสิบสี่เป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 1 ประมาณปี 2521 จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ได้โฆษณาด้วยวาจาและให้พนักงานขายของจำเลยที่ 1 ชี้ให้ดูแผนผังที่ดินแปลงที่ 120 และ 121 ว่าตกลงจะให้เป็นสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านและเริ่มเข้าถือครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวโดยก่อสร้างสนามเด็กเล่นและใช้เป็นสถานที่จัดงานในเทศกาลต่าง ๆ ตลอดมาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 3 แจ้งแก่พวกโจทก์ว่าได้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้วจะใช้ลวดหนามล้อมรอบโจทก์จึงได้ตรวจสอบโฉนดที่ดินเลขที่ 105747 และ 106295ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่ 120 และ 121 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1โอนขายให้จำเลยที่ 2 เมื่อปี 2524 จำเลยที่ 2 โอนขายให้จำเลยที่ 3 เมื่อปี 2532 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 3ได้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงไว้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์ทั้งห้าสิบสี่ได้เข้ายึดถือที่ดินแปลงดังกล่าวโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือหมู่บ้านแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2522 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันที่ดินแปลงที่ 120 และ 121 จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่บรรดาที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสิบสี่

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 105747 และ 106295 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร และให้จดทะเบียนเป็นภารจำยอมแก่บรรดาที่ดินทุกแปลงตามผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 หากจำเลยทั้งสี่ไม่กระทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาทจึงไม่อาจอ้างสิทธิภารจำยอมในที่ดินแปลงพิพาทได้ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับจำนองที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสิบสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 105747 และ 106295ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า)

อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานครเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ทุกแปลงที่จะใช้ที่ดินของจำเลยที่ 3ดังกล่าวเป็นสนามเด็กเล่นนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ที่ 4 ฎีกาจำเลยที่ 3 ทิ้งฎีกา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ที่ดินแปลงพิพาทตกอยู่ในภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ในการที่จะใช้เป็นสนามเด็กเล่นหรือไม่ เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินขายตั้งแต่ต้นปี 2521 ใช้ชื่อโครงการว่าหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7ปรากฏตามผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 เอกสารหมาย จ.3โจทก์ที่ 1 ได้ไปดูที่ดินก่อนซื้อ จำเลยที่ 1 ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 นำโจทก์ที่ 1 ดูสภาพที่ดินและชี้ว่าที่ดินแปลงที่ 120และ 121 ตามเอกสารหมาย จ.3 นั้น จำเลยที่ 1 จัดไว้เป็นสนามเด็กเล่นสำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1ได้ตกลงซื้อที่ดินแปลงที่ 188 จากจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามเอกสารหมาย

จ.2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2522 ซื้อแล้วโจทก์ที่ 1 เข้าอยู่ในที่ดินในปี 2522 นั้นเอง ได้เห็นที่ดินแปลงพิพาทถูกใช้เป็นสนามเด็กเล่นของเด็ก ๆในหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ดังกล่าวตลอดมา กับมีการจัดงานสำหรับเด็กและกิจกรรมสำหรับคนในหมู่บ้านด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ถึง จ.6 โจทก์ที่ 4 เบิกความว่าซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 1 ตามผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7เอกสารหมาย จ.3 แปลงที่ 147 และเข้าอยู่ในที่ดินเมื่อปี 2522ตอนติดต่อซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 นั้น พนักงานฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 ได้ชี้บอกว่าที่ดินแปลงที่ 120 และ 121 จัดไว้เป็นสนามเด็กเล่นและสวนสาธารณะ เมื่อโจทก์ที่ 4 เข้าอยู่ในที่ดินที่ซื้อแล้ว ก็เห็นเด็ก

ๆ ในหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7นั้น ได้เข้าไปวิ่งเล่นในที่ดินแปลงพิพาท ต่อมามีการปลูกต้นไม้และนำของเล่นสำหรับเด็กไปไว้ในที่ดินแปลงที่พิพาทปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.4 และจ.5 โจทก์ที่ 16 เบิกความว่า โจทก์ที่ 16ซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยที่ 1 และเข้าไปอยู่ในต้นปี 2523ก่อนซื้อได้ไปดูที่ดินและวางมัดจำล่วงหน้า 3 เดือน ตอนนั้นเป็นปี2522 ขณะทำสัญญาซื้อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านเกือบหมดแล้วเหลืออยู่ประมาณ 3 หลังเท่านั้น จำเลยที่ 1โฆษณาด้วยวาจาว่าจัดที่ดินแปลงพิพาทไว้เป็นสนามเด็กเล่นสำหรับคนในหมู่บ้าน ปี 2524 โจทก์ที่ 16 กับคนในหมู่บ้านได้ช่วยกันพัฒนาที่ดินแปลงพิพาทโดยการปรับพื้นดินปลูกต้นไม้ และปักป้ายว่าสนามเด็กเล่น

โจทก์ที่ 16 เห็นเด็ก ไป ในหมู่บ้านใช้ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่วิ่งเล่นและที่เตะฟุตบอลมาตั้งแต่โจทก์ที่ 16เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 แล้วโจทก์ที่ 28เบิกความว่า ซื้อที่ดินและบ้านตามผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7เอกสารหมาย จ.3 แปลงที่ 208 จากจำเลยที่ 1 และเข้าอยู่ในปี 2523 ขณะไปซื้อ ผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้พาโจทก์ที่ 28เดินดูที่ดินในหมู่บ้านและชี้บอกว่าที่ดินแปลงที่ 120 และ 121ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินแปลงที่ 208 จัดไว้ทำสนามเด็กเล่นและสวนสาธารณะสำหรับคนในหมู่บ้าน เมื่อโจทก์ที่ 28 เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านปรากฏว่าที่ดินแปลงพิพาทถูกใช้เป็นสนามเด็กเล่นแล้วหลังจากนั้นประมาณ 2 ปี กรรมการหมู่บ้านได้จัดหาเครื่องเล่นสำหรับเด็กมาไว้ในที่ดินแปลงพิพาท

พยานโจทก์ทั้งสี่ปากดังกล่าวต่างยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ตกลงด้วยปากเปล่ากับผู้ซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยที่ 1 ตามโครงการหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7ตามแผนผังที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ว่า ที่ดินแปลงหมายเลข 120และ 121 อันเป็นที่ดินแปลงพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 จัดไว้เป็นสนามเด็กเล่นสำหรับคนในหมู่บ้านที่ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 ได้ใช้ซึ่งโจทก์ทั้งห้าสิบสี่มีผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นหลักฐานสนับสนุน กล่าวคือ ผังหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ดังกล่าวได้ระบุหมายเลขของที่ดินแต่ละแปลงพร้อมแบบบ้านลงไว้ยกเว้นแปลงหมายเลข 120 และ 121ซึ่งเป็นที่ดินแปลงพิพาทได้พิมพ์ไว้ด้วยสีดำทึบล้อมรอบหมายเลข 120และ 121 เท่านั้น

ไม่มีการระบุแบบบ้านลงไว้เหมือนที่ดินแปลงอื่น ๆแต่อย่างใด ตามระเบียบการที่จำเลยที่ 1 พิมพ์ไว้ด้านหลังเอกสารหมาย จ.3 นั้น ก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้ผู้ซื้อจองซื้อที่ดินและบ้านโครงการดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2521ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2521 มีโอกาสที่จะได้รับรางวัลตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศไว้นั้นด้วย เช่นบ้านพร้อมที่ดิน 50 ตารางวารถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรทัศน์สี เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นและรถจักรยาน เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 มาตั้งแต่ต้นปี 2521 แล้วและโจทก์ที่ 1 ได้ซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยที่ 1 ตลอดจนเข้าอยู่ในที่ดินตั้งแต่ปี 2522 ตามหลักฐานสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย

จ.2ดังนี้ จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 16 และที่ 28ได้ถือเอาที่ดินแปลงพิพาทเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านใช้เป็นสนามเด็กเล่นมาตั้งแต่ปี 2522 และ2523 แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ที่ดินแปลงพิพาททำประโยชน์ในช่วงปี 2522 ถึง 2524 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1เพิ่งจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2524 จำเลยที่ 2 ก็มิได้เข้าไปครอบครองที่ดินแปลงพิพาทส่อแสดงว่า ที่ดินแปลงพิพาทถูกใช้เป็นสนามเด็กเล่นอยู่ตามที่ฝ่ายโจทก์นำสืบนั่นเอง ทั้งจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่าพบของเล่นสำหรับเด็กตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ถูกนำไปตั้งไว้ในที่ดินแปลงพิพาทมาตั้งแต่ปี 2526 แล้ว สอบถามคนแถวนั้นได้ความว่านายบรรเทาเป็นผู้นำมาติดตั้งไว้ จึงได้แจ้งให้นายบรรเทาขนย้ายออกไปแต่ปรากฏว่าไม่มีการขนย้ายของเล่นดังกล่าวออกไป

จำเลยที่ 2 จึงได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3ไปเมื่อปี 2532 จำเลยที่ 3 ซื้อแล้วก็มิได้เข้าไปครอบครองที่ดินแปลงพิพาท คงปล่อยไว้ให้มีสภาพเป็นสนามเด็กเล่นอย่างเดิมเจือสมข้อนำสืบของฝ่ายโจทก์ศาลฎีกาจึงเชื่อว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 4ที่ 16 และที่ 28 รวมทั้งโจทก์ที่เหลืออีกห้าสิบคนได้ร่วมกันใช้ที่ดินแปลงพิพาทเป็นสนามเด็กเล่นของเด็ก ๆ ที่อยู่ในที่ดินโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่ผู้ซื้อที่ดินหมู่บ้านจิรัฐติกร รุ่น 7 ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2522จนกระทั่งถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งการที่บุคคลในที่ดินโจทก์ทั้งห้าสิบสี่คนมีสิทธิให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสิบสี่เข้าไปใช้ที่ดินแปลงพิพาทเป็นสนามเด็กเล่นย่อมถือได้ว่า

โจทก์ทั้งห้าสิบสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 มีสิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงพิพาท ดังนั้นโจทก์ทั้งห้าสิบสี่จึงได้ภารจำยอมในที่ดินแปลงพิพาทโดยอายุความ ที่ดินแปลงพิพาทย่อมตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโจทก์ทั้งห้าสิบสี่ในการที่จะใช้เป็นสนามเด็กเล่น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · จำลอง สุขศิริ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้