Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ.บรรพ 1 ลักษณะ 6 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2529 ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ.มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามป.พ.พ.มาตรา 193/14 (2) และทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลงจึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 (1)กรณีนี้มิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาเพียงใด แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เจ้าหนี้ฎีกาเฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาเพียง 25 บาท ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (2) วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ต่อมาวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี จำนวน ๖๔๐,๐๒๙.๒๘ บาทและหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรีจำนวน ๒,๐๒๗,๙๐๗.๙๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๖๖๗,๙๓๗.๒๒ บาท มาขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อศาลชั้นต้นว่า สมควรให้เจ้าหนี้รายที่ ๑ ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นเงิน ๑,๙๙๖,๕๖๗.๙๘ บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๘)โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ เสียทั้งสิ้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้เจ้าหนี้รายที่ ๑ ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ส่วนมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ให้ยกเสียทั้งสิ้นตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ เป็นเงิน๒,๐๒๗,๙๐๗.๙๔ บาท เต็มตามขอ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๘) โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ ลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินให้เจ้าหนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๙คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ลูกหนี้กับพวกไม่ชำระ เจ้าหนี้จึงนำเอาหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ และ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรี มาฟ้องลูกหนี้ขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เจ้าหนี้จึงนำเอาหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองฉบับดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ซึ่งต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓มาตรา ๙๔(๑) หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ ลักษณะ ๖คดีนี้ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๒๙ธันวาคม ๒๕๒๙ ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี

เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) และทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลง จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑)กรณีนี้มิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี เพียงใดปัญหาข้อนี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จะมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยก่อน ในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้มีสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.๔๐ มาแสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และมีสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๓๐ มาแสดงว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดจากการที่ลูกหนี้ค้ำประกันนายประกอบ

ประศาสน์กิจเจริญ ซึ่งนายประกอบเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม และคำขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้เอกสารหมาย จ.๓๕ ถึง จ.๓๘ โดยมีนายธีรพงษ์ กาศกาญจน์ ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยืนยันว่า ลูกหนี้และนายประกอบเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง และเจ้าหนี้ได้ฟ้องขอให้ลูกหนี้กับนายประกอบร่วมกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้กับนายประกอบร่วมกันชำระเงิน ๒๔๕,๗๒๐.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ จนกว่าชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๙) ต้องไม่เกิน๑๕,๔๕๐.๘๐ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘๐๐ บาท ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๗,๙๗๕ บาท ตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมเอกสารหมาย

จ.๔๑ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙จำนวนดังกล่าวจริง และมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งหนี้ดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความ และไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๙๔

อนึ่ง เจ้าหนี้ฎีกาเฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาเพียง ๒๕ บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ (๒) วรรคท้าย เจ้าหนี้เสียมา ๒๐๐ บาท จึงเกินมา๑๗๕ บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ของศาลแพ่งธนบุรีเป็นเงิน ๒๕๓,๖๙๕.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ต่อปี ของต้นเงิน ๒๔๕,๗๒๐.๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๒๙พฤศจิกายน ๒๕๓๙ แต่ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม๒๕๒๙ ต้องไม่เกิน ๑๕,๔๕๐.๘๐ บาท อีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา๑๗๕ บาท แก่เจ้าหนี้.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ยอดเณร · จำลอง สุขศิริ · สมชาย พงษธา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ - นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้